Lockdown Bear Hunting Season in New Zealand. We’re not scared!!!

Good Vibes – Special Report From New Zealand
Lockdown Bear Hunting Season in New Zealand. We’re not scared!!!

ล็อกดาวน์คือหนึ่งในช่วงเวลามืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็ว่าได้ เพราะมันแทบจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราต่างอยู่บ้านด้วยความไม่รู้แน่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่กระนั้นใช่ว่ามนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังบวกจะสูญพันธ์ไปหมดกับความภาวะโลกหยุดหมุนในครั้งนี้ เนื่องจากคนบางคนก็ยังสามารถเริ่มต้น React ในแง่ที่บวกเสียจนช่วยให้คนมากมายหันกลับมาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ในเวลาที่แทบจะเหมือนจุดจบของโลกใบเดิมที่เราเคยรู้จัก    

หนึ่งในนั้นคือ Deb Hoffman คุณแม่ลูก 2 ชาวเมืองไครสต์เชิร์ช ผู้นำแรงบันดาลใจจากหนังสือภาพ We’re Going on a Bear Hunt ของนักเขียนอังกฤษชื่อวา Michael Rosen มาพัฒนาเป็นแคมเปญเชิญชวนให้ชาวนิวซีแลนด์ร่วมสร้างมหกรรมล่า (ตุ๊กตา) หมีในช่วงล็อคดาวน์โดยการนำตุ๊กตาหมีออกมาวางตรงขอบหน้าต่างในจุดที่สามารถมองเห็นได้จากถนนเพื่อให้เด็กๆ มีกิจกรรมสนุกๆ ทำระหว่างที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้โรงเรียนเปืดทำการ แต่อนุญาตให้ผู้ปกครองพาเด็กๆ ออกมาเดินออกกำลังกายในละแวกชุมชนได้ตราบใดที่รักษาระยะห่าง 2 เมตรกับบุคคลที่ไม่ได้มาจากบ้านเดียวกับตนเอง ทั้งนี้ Deb ได้สร้างเว็บไซด์ชื่อว่า www.bearhunt.co.nz และเพจ ‘We’re Not Scared’ – NZ Bear Hunt ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการร่วมแคมเปญของเธอ

บนเว็บไซต์ดังกล่าวจะมีแผนที่ซึ่งบอกตำแหน่งคร่าวๆ ของตุ๊กตาหมีในเมืองที่เราค้นหาโดยไม่ระบุบ้านเลขที่ มีเพียงลักษณะของถนนพร้อมสัญลักษณ์รอยเท้าหมีเป็นคำบอกใบ้เท่านั้น ต่อจากนั้นหน้าที่ของเหล่านักล่าหมีตัวน้อยก็คือออกไปเดินตามหาว่าหมีตัวนั้นๆ ถูกนำมาวางไว้ตรงไหน เพราะหมีบางตัวอาจถูกแขวนซ่อนไว้ตามต้นไม้หรือตำแหน่งที่สูงกว่าระดับสายตาของเด็กๆ เพื่อให้การไล่ล่ามีสีสันมากขึ้น แต่ด้วยความที่หลายบ้านอาจจะไม่ได้มีตุ๊กตารูปหมีเก็บไว้ในบ้าน ภายหลังเราจึงได้เห็นตุ๊กรูปอื่นๆ อาทิ ลิงและนกกีวี่ถูกนำออกมาอวดโฉมด้วยเช่นกัน 

สำหรับคนที่ไม่มีตุ๊กตาบางคนก็ React ด้วยการพ่นสีเป็นรูปกราฟฟิตี้บนกำแพงหรือใช้ชอล์กวาด ส่วนชาวไร่ชาวสวนบางคนก็ประดิษฐ์หมีของตัวเองจากฟางที่มี ขณะที่คนงานป่าไม้ใช้ตอไม้ที่เหลือมาทำเป็นหมีในแบบของพวกเขา

เทรนด์ของการล่าน้องหมีนี้ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นเกินคาดขนาดที่ว่าสภาเทศบาลเมืองไครส์เชิร์ชยังต้องออกมา React ด้วยการร่วมสร้างอีเวนท์น่ารักๆ เพื่อเชิญชวนให้เด็กๆ อย่าได้กลัวกับการออกมาล่าน้องหมีบริเวณสนามเด็กเล่นของสวนสาธารณะWalterผ่านทางหน้าเว็บไชต์ https://www.ccc.govt.nz/news-and-events/whats-on/show/1438  พร้อมคำแนะนำอย่างละเอียดว่า กิจกรรมนี้เป็นการล่าหมีระดับที่ง่าย บนพื้นดินราบ ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที จึงเหมาะกับเด็กๆ ที่อยู่ในรถเข็นด้วยเช่นกัน แต่หากผู้ล่าหมีเดินได้ด้วยตัวเองก็ควรสวมใส่รองเท้าบูตยางให้เรียบร้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นอีเวนท์นี้อาจจะถูกยกเลิกไปถ้าฝนเกิดตกขึ้นมา เป็นต้น 

เพียงไม่กี่วันหลังจากล็อกดาวน์ก็มีผู้คนมากมายออกมาร่วม React กับแคมเปญของ Deb ส่งผลให้กิจกรรมการล่าหมีขยายครอบคลุมไปแทบทุกชุมชนทั้งประเทศในท้ายที่สุด ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้นำของประเทศที่ได้ออกมา React ด้วยการบอกใบ้ในระหว่างแถลงการณ์ประจำวันเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 ว่าชาวเวลลิงตันอาจจะได้เห็นตุ๊กตาหมีตรงริมหน้าต่างบ้านของเธอ

Deb Hoffman ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Reaction ว่า การที่นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์นออกมากล่าวรับรองอย่างเป็นทางการนั้นทำให้การล่าน้องหมีกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศนิวซีแลนด์ในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ดีมีผู้คนบางส่วนวิตกว่าพวกเด็กๆ ที่ต้องกักตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นที่สูงกว่าระดับหน้าต่างบ้านทั่วไปอาจจะพลาดโอกาสในการร่วมเทศกาลล่าหมีในครั้งนี้ Pitchblack ซึ่งเป็นบริษัทผลิตคอนเท้นเชิงสร้างสรรค์จึงได้ React กับปัญหานี้ด้วยการร่วมมือกับบริษัทโฆษณาที่ดูแลบิลบอร์ดดิจิตัลชื่อว่า Lumo ในการแสดงรูปหมีขึ้นบนจอบอร์ดโฆษณาดิจิตัลขนาดใหญ่ 25 แห่งทั่วประเทศ

ครอบครัว Nottingham หนึ่งในเพื่อนบ้านของเราเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่นำหมีตัวเล็กๆ ออกมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านตั้งแต่ช่วงแรกของการล็อกดาวน์ Ben ผู้เป็นคุณพ่อลูก 2 กล่าวว่า “ทุกๆ เช้า Archer ลูกชายวัย 4 ขวบของผมจะเป็นคนตัดสินใจว่าวันนี้เขาอยากจะเอาหมีของครอบตรัวเราวางแอบไว้ตรงไหน”

ในสภาวะปกติ Ben Nottingham เป็นชายหนุ่มวัยกลางคนที่งานรัดตัว มีทรงผมและการแต่งกายที่เฉียบเนี้ยบกริบแทบจะตลอดเวลา เพราะเขามีอาชีพเป็นนายหน้าขายบ้านและเจ้าของธุรกิจพิซซ่าเตาถ่านเคลื่อนที่ซึ่งมักจะได้รับการว่าจ้างโดยผู้ที่จัดงานแต่งงานและปาร์ตี้กลางแจ้ง แต่ Covid-19 ทำให้เขาไม่สามารถออกไปทำงานได้เลย เนื่องจากรัฐบาลไม่อนุญาตให้เขาพาลูกค้าเดินชมบ้านที่เขาขายแม้แต่หลังเดียว ส่วนการแต่งงานรัฐบาลอนุญาตให้จัดได้ด้วยจำนวนผู้รวมงานทั้งหมดเพียง 10 คนเท่านั้น ลูกค้าของเขาจึงจำเป็นต้องยกเลิกงานที่จองเข้ามาทั้งหมดไปโดยปริยาย เหตุนี้เขาและลูกชายจึงมีเวลาด้วยกันมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  อันนี้เราขอเสริมด้วยว่า ผมเผ้ารวมทั้งเคราของเขายาวมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยเช่นกัน 

“ช่วงล็อกดาวน์เราออกไปเดินเล่นได้แค่บริเวณใกล้ๆ บ้านบนเส้นทางเดิมๆ ซึ่งพอเวลาผ่านๆ สักพักมันก็ค่อนข้างจะน่าเบื่อ แต่การออกไปล่าตุ๊กตาหมีของบ้านอื่นๆ ทำให้การออกไปเดินเล่นของเรามีสีสันมากขึ้น”

Ben ยังคงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แม้ว่าในตอนนี้เขาจะไม่ได้ดำเนินธุรกิจพิซซ่าเตาถ่านมานานกว่า 2 เดือนแล้ว แต่อย่างน้อยในตอนนี้เขาก็ดูมีความสุขเมื่อการประกาศลดมาตรการล็อกดาวน์จากระดับ 3 ลงมาอยู่ที่ระดับ 2 ทำให้เขาสามารถกลับไปตัดผมโกนหนวดกับช่างมืออาชีพได้ดังเดิม และที่สำคัญ Covid-19 เป็นจุดจบซึ่งได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาที่เหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้มากกว่า

“ผมเพิ่งจะได้จุดที่เหมาะจะจอด Food Truck ใกล้ๆ บ้านนี่เอง” เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะขอตัวกลับบ้านด้วยใบหน้าที่ยังคงเปี่ยมความหวัง

นอกจากนั้น Stevie-Lee Tiller ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองแฮมิลตัน (Hamilton) ตั้งอยู่บนเกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์เป็นเด็กอีกคนที่ติดอยู่บ้านในช่วงล็อกดาวน์ เธอจึงได้มีโอกาสออกไปล่าน้องหมีกับคุณแม่และน้องสาวทั้ง 2 ของตัวเองเกือบทุกวัน ก็เคยให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์ไปก่อนหน้านี้ด้วยว่า 

“มันน่าตื่นเต้นค่ะ เพราะว่ามีหมีที่ดูแตกต่างกันเยอะแยะไปหมด บางตัวก็เล็กๆ แต่บางตัวก็ใหญ่มากเลยล่ะ…แล้วก็มีมินเนียนด้วยนะคะ” ซึ่งหมีชื่อ Russell ที่เธอนำมาวางริมหน้าต่างนั้นมีป้ายสีชมพูแจ่มพร้อมข้อความเตือนให้เด็กๆ คนอื่นไม่ลืมที่จะล้างมืออีกด้วย 

สาวน้อยวัย 13 ขวบคนนี้ยังได้ชักชวนให้บรรดาลูกพี่ลูกน้องของเธอที่อาศัยอยู่คนละเขตร่วมเล่นเกมส์ Bear Huntด้วย เพราะมันทำให้รู้สึกเหมือนว่าทุกคนได้มาเจอกัน แม้ว่าในความเป็นจริงจะไปมาหาสู่กันไม่ได้ ซึ่งเด็กๆ กลุ่มนี้เคยนับจำนวนตุ๊กตาหมีได้สูงสุดถึง 68 ตัวต่อการออกไปเดินเพียงรอบเดียว

และแล้วหลังจากเวลาผ่านไปนานหลายสัปดาห์รัฐบาลนิวซีแลนด์ก็ได้อนุญาตให้ผู้คนเริ่มเดินทางไปต่างเมืองได้ ทาง NZ Bear Hunt จึงได้ขอให้ผู้ที่ร่วมปักหมุดแสดงตำแหน่งหมีของตัวเองทั้ง 120,000 จุดยังคงวางหมีต่อไปอีกสักหน่อยเพื่อร่วมกิจกรรมที่ชื่อว่า NZ Bear Hunt BIG DRIVE ซึ่งเปิดโอกาสให้นักล่าหมีจากต่างเมืองได้เปลี่ยนบรรยากาศมาชมหมีนอกเขตของตัวเองบ้าง

ย้อนไปเมื่อวันที่ Deb Hoffman ตัดสินใจเริ่มสร้างแคมเปญล่าน้องหมีนั้น ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตหลังเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวรุนแรง เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2554 และ เหตุคนร้ายถล่มมัสยิดเมื่อวันที่ 15 มี.ค. พ.ศ. 2562 ณ เมืองใหญ่ที่สุดของเกาะใต้ซึ่งบ้านของเธอตั้งอยู่ คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอสามารถ React ในทางบวกขนาดนี้ออกมาได้แทบจะทันที ด้วยเพราะบทเรียนแห่งความบอบข้ำได้สอนให้รู้ว่าควรต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อร้อยใจคนในชุมชนไว้ด้วยกัน

“ฉันมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิตและสวัสดิภาพของชาวนิวซีแลนด์ รวมทั้งผลที่จะตามมาจากการล็อกดาวน์ เลยต้องการสร้างสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจที่ทำให้ผู้คนยอมออกจากบ้านเพื่อไปออกกำลังกายและรับแสงแดด มันเป็นโอกาสที่จะได้ Reset จากอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องเจอในบ้านตัวเอง ซึ่งครอบครัวของฉันก็ให้การสนับสนุนมากๆ แถมหลังจากนั้นยังมีบริษัทต่างๆ ติดต่อเข้ามาให้การช่วยเหลือมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุ ดีไซเนอร์ออกแบบเว็บไซด์  บริษัททำแผนที่ และธุรกิจต่างๆ ที่มอบรางวัลสำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่เราจัดขึ้น” Deb เอ่ย

หนึ่งในกิจกรรมที่ว่าก็คือการจัดประกวดภาพน้องหมี ซึ่งภาพของผู้ชนะได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของแดนกีวีเป็นที่เรียบร้อยเมื่อกับ NZ Bear Hunt ได้ร่วมมือกับไปรษณีย์นิวซีแลนด์ในการจัดพิมพ์ภาพดังกล่าวลงบนแผ่นตราไปรษณียากรที่ระลึกเพื่อช่วยหารายได้สบทบทุนสภากาชาดนิวซีแลนด์

ล่าสุดนักเขียนผู้ประพันธ์หนังสือที่จำหน่ายไปกว่า 9 ล้านเล่มทั่วโลกได้รับทราบแล้วว่าผลงานของเขาได้เดินทางจากกระดาษออกมาโลดเล่นในโลกแห่งความจริงเป็นที่เรียบร้อย และแม้ว่าตัวเขาเองจะกำลังอยู่ในช่วงรักษาตัวจากอาการป่วยนิดหน่อย แต่ก็ได้ร่วม React ด้วยการแชร์ภาพน้องหมีจากเล่าผู้ล่าตัวน้อยจากอีกประเทศลงบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ 

ชัดเจนมากกว่านี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบที่น่ารัก สดใส สวยงาม และเป็นบวกจนสามารถสร้างแรงสะเทือนข้ามโลกได้ทีเดียว อย่างที่คุณ Michael Rosen ได้กล่าวย้ำไปย้ำมาในเรื่องราวของการล่าหมีว่าเราจะออกไปล่าหมีตัวใหญ่ๆ กันและ “เราไม่กลัว” ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหมีจริง ตุ๊กตาหมี Covid-19 ล็อกดาวน์ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่มันดูจะผ่านไปได้ยากเย็นแสนเข็ญ แค่เพียง “ไม่กลัว” ซะอย่าง เชื่อว่าใจของเราทุกคนย่อมหาทางที่ React กับเรื่องนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมแน่นอน 

Related Posts