Don’t let Covid-19 take us Down (Under)

Good Vibes – Special Report From Australia
Don’t let Covid-19 take us Down (Under)

หมายเหตุก่อนอ่าน

แม้สถานการณ์ที่ผู้เขียนรายงานนี้ จะผ่านมาแล้วระยะหนึ่ง แต่ผู้เขียนก็อยากบันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า ครั้งหนึ่งผู้คนมีปฏิกิริยาอย่างไรกับสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัวอย่าง Covid-19 และหวังว่าจะเป็นไอเดียให้ใครนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ในชุมชนของตัวเองต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Covid-19 ทำให้หลายคนจิตตก โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนหรือครอบครัวไม่สามารถใช้เวลาในโอกาสพิเศษต่างๆอย่างเช่น การแต่งงานหรือวันเกิด ด้วยกันได้เหมือนอย่างเคย สำหรับประเทศออสเตรเลียนั้นมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่ห้ามมิให้รวมตัวกันเกิน 2 คน รวมทั้งห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศตั้งแต่เวลา 21.00 ของ วันที่ 20 มีนาคม 2563 ส่งผลให้ผู้คนต้อง React กับเทศกาลอีสเตอร์และวันสำคัญที่เรียกว่า ANZAC day ในรูปแบบใหม่ที่แม้จะไม่ปกตินักแต่ก็ชวนให้ยิ้มตามได้ไม่ยาก

เริ่มกันด้วยอีสเตอร์ (Easter) ที่หลายๆ คนอาจจะพอคุ้นกับไข่ไก่หลากสีสันลวดลายและกระต่ายน่ารักๆ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการทำขนมและเครื่องดื่มพิเศษออกมาจำหน่ายตามร้านกาแฟในประเทศไทยช่วงเทศกาลดังกล่าว เหตุผลที่ไข่และกระต่ายกลายมาเป็นสัญลักษณ์ ก็เพราะไข่สื่อถึงชีวิตและการเกิดใหม่ ส่วนกระต่ายคือความอุดมสมบูรณ์ เพราะจริงๆ แล้วอีสเตอร์เป็นเทศกาลสำคัญทางศาสนาคริสต์ที่เฉลิมฉลองการกลับฟื้นคืนชีพของพระเยซูในวันอาทิตย์ (Easter Sunday) หลังสิ้นพระชนม์ด้วยการถูกตรึงไม้กางเขนก่อนได้รับการนำไปฝังไว้ในวันศุกร์ (Good Friday)

ปัจจุบันเทศกาลอีสเตอร์เป็นเสมือนช่วงเวลาแห่งครอบครัวของชาวตะวันตกที่น่าจะเป็นรองแค่คริสต์มาสเท่านั้น เพราะสมาชิกในครอบครัวจะมารวมตัวเพื่อพบปะทานอาหารร่วมกัน ช่วยกันระบายสีไข่ไก่หรือนำช็อกโกแลตรูปไข่ไก่ไปซ่อนเพื่อให้เด็กๆ ได้เล่นเกมค้นหา ซึ่งโดยปกติแล้วเทศกาลนี้ไม่มีวันที่ระบุตายตัวแต่จะถือเอาวันอาทิตย์แรกหลังพระจันทร์เต็มดวงในเดือน 4 เป็นตัวกำหนด สำหรับในปีนี้อีสเตอร์ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2563 ซึ่งในประเทศออสเตรเลียนั้นมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ Covid-19 ยังคงมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว

เรื่องนี้ทำให้เด็กหญิง Taylah Samson อายุ 9 ขวบที่อาศัยอยู่ในเขต Thornlie ของเมืองเพิร์ธ (Perth) มีความกังวลเป็นอย่างมากว่ากระต่ายอีสเตอร์อันเป็นผู้ที่จะนำไข่อีสเตอร์มาซ่อนเพื่อให้เด็กๆ ออกไปค้นหานั้นอาจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการณ์นี้ เพราะตามที่เธอเข้าใจนั้นกระต่ายอีสเตอร์จะต้องเดินทางมาจากหมู่เกาะอีสเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศ และเธอได้ยินมาว่า “คุณมอริสันห้ามไม่ให้ใครก็ตามเดินทางเข้ามาในประเทศโดยเด็ดขาด” หนูน้อยหมายถึงนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย นายสกอตต์ มอร์ริสันนั่นเอง

ทว่าแทนที่จะมัวแต่นั่งเศร้ากับเหตุการณ์นี้ สาวน้อยเลือกที่จะ React กับปัญหาคาใจนี้ด้วยการเขียนจดหมายถึง Mark McGowan ผู้ว่าการรัฐออสเตรเลียตะวันตก เพื่อถามให้แน่ใจว่า ในปีนี้กระต่ายอีสเตอร์จะสามารถเดินทางมาได้หรือไม่

“หนูหวังจริงๆ ว่าคุณกระต่ายอีสเตอร์จะสามารถมาได้ เพราะหนูชอบเทศกาลอีสเตอร์และการค้นหาไข่อีสเตอร์มากจริงๆ” เธออ้อนวอนผ่านตัวหนังสือ

ไม่นานหลังจากนั้น Mark McGowan ได้ React กับจดหมายฉบับนี้ผ่านคลิปวิดิโอที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านFacebook ทางการของเขาในวันที่ 3 เมษายน 2563 ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและจริงจังว่า “เรามีความยินดีที่จะประกาศว่า ผมเพิ่งเซ็นเอกสารสำหรับผู้ที่ได้รับการละเว้นเป็นกรณีพิเศษสำหรับกระต่ายอีสเตอร์ นั่นหมายความว่าเขาจะยังสามารถเดินทางเข้ามาในรัฐออสเตรเลียตะวันตก เพื่อเยี่ยมครอบครัวและเพื่อนในสุดสัปดาห์หน้าได้”

ผู้ว่าการรัฐออสเตรเลียตะวันตกซึ่งเป็นคุณพ่อลูก 3 ยังได้เอ่ยว่า “เราต่างก็รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไรสุขสันต์วันอีสเตอร์จากผม ได้โปรดเชื่อฟังผู้ปกครองของคุณ และอย่าทานช็อกโกแลตเยอะจนเกินไป”

ต่อมา Brendan Murphy ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมแพทย์ออสเตรเลียยังได้ช่วยออกมาร่วม React ด้วยการยืนยันว่ากระต่ายอีสเตอร์นั้นทำหน้าที่ซึ่งมีความสำคัญ และจะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการในวันอาทิตย์อย่างแน่นอน เพราะเขาหรือเธอลุยเดี่ยวโดยไม่มีผู้ช่วย

แม้แต่ Peter Gutwein ผู้ว่าการรัฐแทสเมเนียซึ่งเคยได้กล่าวกับสื่อไว้ว่าเขาจะออกมาตรการป้องกันชายแดนที่โหดที่สุดในประเทศออสเตรเลียด้วยการกักตัวผู้เดินทางซึ่งไม่มีความจำเป็นที่เข้ามาบนเกาะแทสมาเนียทั้งหมดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ยังได้ออกมา React อย่างน่ารักว่า “กระต่ายอีสเตอร์จัดอยู่ในหมวดเดียวกับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข  เจ้าหน้าที่ทหาร  ผู้เชี่ยวชาญการขนส่งและการขนส่งสินค้า รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา” ด้วยเหตุนี้ท่านผู้ว่าการรัฐแทสเมเนียจึงยืนยันได้ว่ากระต่ายอีสเตอร์จะไม่ถูกกักตัวอย่างแน่นอน

เห็นทีประเทศออสเตรเลียคงต้องขอบคุณหนูน้อย Taylah ที่นอกจากจะช่วยให้คุณกระต่ายอีสเตอร์ทำงานสะดวกแล้ว ความกล้าหาญในแง่บวกของเธอยังเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้นำทางการเมืองหลายๆ คนร่วมแรงกันพามวลความสุขกลับมาสู่ใจของชาว Down Under ในช่วงเวลาที่แทบจะเหมือนจุดจบของโลกใบเดิมที่เราเคยรู้จัก    

นอกเหนือไปจากอีสเตอร์ อีกหนึ่งวันสำคัญที่เปลี่ยนแปรไปในช่วงที่มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดได้รับการบังคับใช้ก็คือ  ANZAC Day ซึ่งตรงกับวันที่ 25 เมษายน ของทุกปี โดยคำว่า ANZAC (แอนแซก) นั้นเป็นตัวย่อจากคำว่า Australian and New Zealand Army Corps  อันเป็นกองกำลังร่วมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ได้ยกพลขึ้นบก ณ ชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแกลลิโปลี (Gallipoli) ประเทศตุรกี ในสงครามโลก ครั้งที่ 1 พร้อมด้วยเหล่าทหารจากสหราชอาณาจักร อินเดีย และฝรั่งเศส

การยกพลขึ้นบกครั้งนั้นเกิดขึ้นตอนรุ่งเช้าของวันที่ 25 เมษายน 2458 และปัจจุบันได้กลายมาเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในออสเตรเลีย เนื่องจากการการสู้รบดังกล่าวส่งผลให้ทหารชาวออสเตรเลียเสียชีวิตมากกว่า 8,000 นาย ซึ่งสองกิจกรรมหลักของวันแอนแซกที่จัดขึ้นในแทบทุกเขตเมืองและรัฐต่าง ๆ ก็คือDawn Service และ ANZAC March สำหรับประเทศไทยเองก็มีการจัดกิจกรรมลักษณะเดียวกันนี้ด้วยที่ช่องเขาขาด หรือ Hell–Fire Pass อันเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะในจังหวัดกาญจนบุรี

โดยสรุปแล้ว Dawn Service นั้นเป็นการระลึกถึงการยกพลขึ้นบกในตอน 6 โมงเช้า ส่วน ANZAC March เป็นการระลึกถึงอีกครั้งหนึ่งในตอนสาย ณ ช่วงเวลาประมาณ 11 โมง ซึ่งในกิจกรรมที่สองนี้ผู้คนมักจะได้เห็นครอบครัวที่เป็นทายาทของทหารที่เสียชีวิต รวมไปถึงคุณปู่คุณตาผู้เป็นทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตในครั้งนั้นแต่งกายด้วยชุดทหารเต็มยศมาร่วมกิจกรรมอย่างภาคภูมิใจ แถมยังเหมือนได้มาร่วมงานเลี้ยงรุ่นกลายๆ เพราะคุณปู่คุณตาจะได้เจอเพื่อนทหารที่ไปร่วมรบด้วยกัน ซึ่งนับวันก็จะมีจำนวนน้อยลงๆ ทุกปีเนื่องจากอายุอานามแต่ละคนก็มักจะอยู่ในช่วง 90 ปลายๆ หรือมากกว่านั้น

แต่ในเมื่อรัฐบาลกลางของประเทศออสเตรเลียยืนยันว่าห้ามมิให้รวมตัวกันเกิน 2 คน แถมคุณปู่คุณตายังเป็นกลุ่มเสี่ยงขั้นสุด มันจึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทหารผ่านศึกและประชาชนไม่สามารถไปแสดงเคารพผู้ล่วงลับใน Dawn Service ด้วยกันได้ตามปกติ สิ่งเดียวที่ทุกคน React ร่วมกันได้คือการตื่นเช้าขึ้นมายืนแสดงความระลึกถึงเหล่าผู้กล้าที่หน้าบ้านของตัวเองโดยไม่ลืม Social Distancing กับเพื่อนบ้าน

นอกจากการออกมายืนหน้าบ้านร่วมกันแล้ว ชาวออสเตรเลียผู้เปี่ยมความคิดสร้างสรรค์บางคนยังได้React ด้วยนำของเหลือใช้ที่หาได้บ้านมาดัดแปลงเป็นของประดับตกแต่งที่บอกเรื่องราวของ ANZAC หนึ่งในนั้นคือเด็กชาย Benjamin Clark จาก Gold Coast ซึ่งใช้ขวดน้ำพลาสติกมาดัดแปลงเป็นโคมแสงสว่างสำหรับ Dawn Service 

“ที่บ้านมีการพูดถึงเรื่อง ANZAC อยู่บ้าง เพราะคุณทวดของเขาเป็นหนึ่งในทหารที่ไปร่วมรบในครั้งนั้นและได้เหรียญกล้าหาญกลับมาค่ะ ประกอบกับน้องเรียนประวัติศาสตร์ของ ANZAC มาจากที่โรงเรียนด้วย แต่โคมไฟนี่เขาทำขึ้นมาเองนะคะไม่ได้มีใครสอน เพราะเขาเป็นเด็กที่ชอบประดิษฐ์คิดค้นอยู่แล้ว” คุณแม่ของ  Benjamin กล่าวกับ The Reaction ถึงแรงบันดาลใจของลูกชาย

ส่วน ANZAC March ซึ่งมีไฮไลท์เป็นขบวนพาเหรดที่มักจะมีประชาชนมาชมอย่างหนาแน่นนั้นแน่นอนว่าถูกยกเลิกไปโดยปริยาย  

มาตรการนี้ทำให้คุณปู่ Henry ‘Corky’ Caldwell หรือ Corky ทหารผ่านศึกอายุ 1 ศตวรรษพอดิบพอดีช็อกสุดๆ และรู้สึกผิดหวังอย่างมาก เพราะเป็นเวลา 75 ปีแล้วที่เขาไม่เคยพลาดการร่วมขบวนพาเหรดแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจาก ANZAC March เตือนให้คุณปู่ Corky ระลึกถึงเพื่อนๆ ที่เสียชีวิตไปในการรบ แต่สุดท้ายเมื่อครอบครัวได้แชร์เรื่องราวแสนเศร้าออกไปบนหน้าเพจ ปรากฎว่ามี Reaction จากชาวโซเชี่ยลก็ทำให้คุณปู่ Corky ยิ้มได้อีกครั้ง เมื่อ Phil Heesch ผู้เป็นเจ้าของรถจี๊ปทหารจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อาสาจะช่วยด้วยการมารับคุณปู่ไปพาเหรดแบบส่วนตั๊วส่วนตัว ซึ่งมีแค่เขาและคุณปู่ 2 คนตามกฏเป๊ะๆ

Suzanne Lofts ผู้เป็นลูกสาวของคุณปู่ Corky ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Reaction ว่า “คุณพ่อรู้สึกดีมากกับพาเหรดส่วนตัวของท่านนะคะ ถึงแม้ว่าจะคิดถึงหลานชายอยู่บ้าง เพราะปกติพวกเขาเดินพาเหรดด้วยกันแล้วคุณพ่อก็คิดถึงการได้วางพวงหรีดให้กับพี่ชายที่เป็นทหารเรือและน้องชายที่เป็นทหารอากาศ แต่ประสบการณ์ในการได้ออกทีวีเพราะเรื่องนี้เป็นอะไรที่ท่านจะไม่มีวันลืมแน่นอนค่ะ ถึงแม้ว่าจะงงๆ อยู่บ้างว่าทำไมผู้คนถึงสนใจในตัวท่านมากขนาดนี้”  

เมื่อไม่กี่วันมานี้เธอยังเพิ่งได้โพสกล่าวขอบคุณบนหน้าเพจ Aussie & Kiwis for ANZACS ว่าเรื่องเศร้าที่จบลงด้วยดีทำให้ผู้คนมากมายส่งการ์ดน่ารักๆ มาให้คุณพ่อของเธอ แถมลูกพี่ลูกน้องที่คุณพ่อของเธอไม่ทราบว่ายังมีอยู่ก็ติดต่อมาด้วย ตอนนี้คุณพ่อของเธอมีกำลังใจอย่างล้นเหลือสำหรับการใช้ชีวิตต่อไปจนถึงอายุ 101 ปีเลยทีเดียว

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ในระหว่างเทศกาลไหนๆ หรือวันพิเศษใดๆ ใจที่ไม่ยอมแพ้ก็มีแนวโน้มว่าจะชนะทุกอย่างได้เสมออยู่ดี

Related Posts