เสรีภาพในการแต่งกาย ความท้าทายที่ถูกปลดล็อก

เสรีภาพในการแต่งกาย ความท้าทายที่ถูกปลดล็อก  ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล

ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกประกาศอย่างเป็นทางการ เรื่องการให้นักศึกษาสามารถแต่งกายตามเพศวิถีได้ ทั้งการแต่งกายเข้าชั้นเรียน สอบวัดผล เข้าฝึกปฏิบัติงาน เข้ารับปริญญาบัตร รวมถึงรูปภาพที่ใช้ในการจัดส่ง-ติดต่องานทั่วไป

‘ปลดล็อก’ หากใช้คำนี้คงไม่ผิดไปนัก เนื่องจากที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องการแต่งกาย โดยเฉพาะที่กินความหมายไปยังเพศทางเลือก ดูจะไม่มีความชัดเจน ตลอดจนมีข้อถกเถียงกันมายาวนาน เมื่อผลลัพธ์ไม่มี มาตรฐานไม่เกิด ปลายทางของความทุกข์ จึงตกอยู่ที่ตัวนักศึกษานั่นเอง 

‘ตกลงฉันควรจะ…’ แต่งกายตามเพศสภาพกำเนิด? หรือแต่งกายได้ตามเพศวิถี? 

“ประเด็นเรื่องการแต่งกายถือเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว จริงๆ ธรรมศาสตร์ให้เสรีภาพในการแต่งกาย ปกตินักศึกษาก็ไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษาเข้าเรียน แต่ว่าถ้าเป็นงานพิธีการ ก็ต้องแต่งตามระเบียบ ทีนี้ในกรณีของนักศึกษาเพศทางเลือก การกำหนดหลักปฏิบัติไม่มีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้น จึงถึงเวลาที่ควรจะมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน แล้วก็ประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป”

ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล หรือคุณหมอแอน รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นอธิบายถึงที่มาของการออกประกาศสำคัญเรื่องนี้ให้ฟัง โดยเธอทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงานส่งเสริมความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจทางเพศ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ

“คณะทำงานของเราเริ่มต้นกันตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ อาทิ นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา รวมทั้งองค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น UN Women หรือองค์กรเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ สภาสิทธิสตรี  และสสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) นอกจากนี้ยังมีตัวแทนของภาคนักศึกษา ที่เข้ามาช่วยเสนอแนวทางปฏิบัติร่วมกัน 

กระทั่งออกมาเป็นข้อบังคับต่างๆ ที่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ว่าแนวทางนี้ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำงานคณะทำงานชุดนี้ เพราะยังมีแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ที่มากกว่าเรื่องการแต่งกาย เช่น การปฏิบัติต่อคนอื่น การให้ความเคารพ ให้เกียรติคนอื่น ไม่ดูถูกคนอื่น ไม่กลั่นแกล้ง ไม่บูลลี่ และไม่คุกคามทางเพศ ทั้งหมดต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่เรื่องการแต่งกายอย่างเดียว”

คุณหมอแอนเล่าต่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในทวีปเอเชียที่ออกแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ ซึ่งเธอหวังว่า จะช่วยแก้ปัญหาในการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนทุกๆ การปฏิบัติจะต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน

“เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้มีเฉพาะนักศึกษา แต่มีทั้งบุคลากร เจ้าหน้าที่ อาจารย์ พอแนวทางปฏิบัติไม่ชัด การใช้วิจารณญาณจะมีปัญหาทุกที ตอนที่ประกาศยังไม่ออก นักศึกษาก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติ คือยังเป็นการเลือกปฏิบัติอยู่ มันจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมประกาศถึงมีความสำคัญ ต่อให้นโยบายจะออกมาแล้ว มีการแถลงข่าวแล้ว แต่เจ้าหน้าที่บางคนก็ยังรอเอกสารอยู่ดี 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาต้องการ Document หรือเอกสาร ถึงจะเป็นนโยบายแล้ว แต่ถ้าไม่เป็น Document เขาก็ไม่เอามาปฏิบัติ เรื่องมันเป็นอย่างนี้จริงๆ (ยิ้ม) ด้วยความที่เขาทำอย่างนี้มานาน เราเลยต้องใช้เอกสารเพื่อเป็นการสร้างแนวปฏิบัติใหม่ ทำให้มันชัดเจน ถึงจะง่ายขึ้น”

The Reaction ถามรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาว่า จากการประกาศปลดล็อกเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้มีแรงต้านจากผู้ที่เห็นต่างมากน้อยเพียงใด เธอบอกว่า เรื่องแรงต้านนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ประเด็นสำคัญมากกว่านั้น คือทุกสิ่งที่ทำ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและความเหมาะสมมากที่สุด

“เราเป็นรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา หน้าที่ของเราคือต้องทำให้นักศึกษารู้สึกว่า เขามีความสุขในการใช้ชีวิต ส่วนเรื่องกระแสต้าน เราคิดว่ายังไงต้องมีอยู่แล้ว เพราะเรื่องการสร้างความเข้าใจ มันไม่มีทางที่จะสร้างให้ทุกคนเข้าใจได้ในทันที คนเราย่อมคิดไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่คนที่เป็นเจ้าทุกข์ ซึ่งก็คือนักศึกษา เรื่องเหล่านี้เป็น pain point ของเขามาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ถ้าอะไรที่นักศึกษารู้สึกโอเค เราได้ทั้งนั้น ที่เหลือก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกันไป

จริงๆ มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนแปลงตามนักศึกษา ถึงต้องเอากฎระเบียบเข้ามาจัดการเรื่องเหล่านี้ มันถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ เหมือนประเทศ จะเปลี่ยนแปลงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ต้องเข้าใจทุกคนก็ได้ แต่ต้องใช้กฎหมายบังคับ และต้องใช้เวลา อันนี้ก็ฉันใดฉันนั้น แต่เป็นระดับมหาวิทยาลัย เราก็ย่อลงมาเป็นข้อบังคับ มีการกำหนดมาตรการลงโทษเอาไว้ ใครไม่ทำกฎเกณฑ์ข้อกติกานี้ มีการร้องเรียนได้ ลงโทษได้ เพราะเรามีกรรมการร้องทุกข์ในเรื่องนี้อยู่”

คุณหมอแอนเพิ่มเติมในเรื่องกระบวนการร้องทุกข์ให้ฟังต่อว่า มีกรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเจ้าทุกข์จะเป็นผู้มาร้องทุกข์เอง หรือจะให้เพื่อนมาร้องทุกข์ให้ ในกรณีที่เจ้าตัวมีความกลัว หรือไม่กล้า ก็ทำได้ทั้งสองรูปแบบ

“ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ต้องมีคำร้องขอที่ชัดเจน เพราะว่าเราออกเป็นกฎระเบียบแล้ว โดยเราจะมีอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรรมการวินัย และก็มีอนุกรรมการเยียวยา สมมติว่ามีคนมาร้องทุกข์ กรรมการก็จะดูข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หากผิดก็จะดูว่าว่าผิดวินัยด้านไหน กรณีเป็นการล้อเลียน โทษต่ำสุดคือตักเตือน สูงสุดอาจพักการเรียน หรือไล่ออกได้ ซึ่งแต่ละวินัยจะมีทีมกฎหมายเข้ามาดูแล หรือในกรณีที่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ รวมถึงบุคลากรของทางมหาวิทยาลัย เราก็จะส่งเรื่องไปทางรองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและมนุษย์ เพื่อทำการสอบสวนทางวินัย และมีบทลงโทษเป็นกรณีๆ ไปเช่นกัน”

อีกประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือเรื่องการถ่ายรูปติดบัตรเพื่อเข้ารับปริญญา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาสรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า มีเพศสภาพแบบไหน ก็ถ่ายรูปไปแบบนั้น 

“ขอเพียงแค่ต้องส่งรายชื่อให้ตรงเท่านั้นเอง” คุณหมอแอนขยายต่อ “เวลารับปริญญา ไม่ว่าจะเป็นนาย หรือนางสาว ขอเพียงให้ใบหน้าตรงกับคนรับ สมมติเวลาอ่านว่านาย แต่เขาแต่งชุดเป็นนางสาว ก็ไม่เป็นไร เพราะเขามีเพศสภาพแบบนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เราต้องทำให้มีกฎระเบียบรองรับเท่านั้นเอง

เรื่องแบบนี้ต้องมองให้เป็นเรื่องหลักเกณฑ์ จึงต้องมีแนวทางข้อบังคับหรือกฎกติกาขึ้นมา อย่าลืมว่านี่เป็นสิ่งที่นักศึกษา Suffer หรือเป็นความทุกข์ใจของเขา ถ้าแก้ได้ก็ต้องรีบแก้ แต่ถ้าจะแก้แบบยั่งยืน ก็ต้องแก้แบบออกเป็นแนวปฏิบัติอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ยั่งยืน จะมัวแก้เป็นเคสๆ เป็นรายๆ ไป เรื่องก็เหมือนเดิม ซ้ำๆ ซากๆ ไม่จบไม่สิ้น”

กับความมุ่งมั่นตั้งใจในวาระการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คุณหมอแอนบอกว่า สิ่งที่คาดหวังไม่มีอะไรมาก ขอแค่นักศึกษามีความสุขกับการ ‘ได้เป็นตัวเอง’ เท่านั้นเธอก็พอใจแล้ว

“มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สร้างคน แต่กลายเป็นว่า แทนที่เราจะสร้างคน กลับทำให้คนๆ นั้นไม่ภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น ดูเป็นความย้อนแย้งกันเอง เพราะฉะนั้น หน้าที่ของมหาวิทยาลัย ต้องสนับสนุนให้เขาได้แสดงออกในสิ่งที่เขาชอบ และอยากเป็น  เขาถึงจะเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเอง และออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้ 

มหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่สอนในเรื่องวิชาการอย่างเดียว เราต้องรู้จักกล่อมเกลา ให้เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง มีความสุข มีความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ถ้าเขารู้สึกว่า สิ่งที่เขาเป็น เป็นสิ่งที่เขาถูกผลักออก หรือไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม มันจะทำให้เขารู้สึกแย่ และมีผลกระทบทางด้านจิตใจ ซึ่งคงไม่ส่งผลดีกับชีวิตในอนาคตเท่าไรนัก”

คุณหมอแอนบอกต่อว่า โมเดลเรื่องการเปลี่ยนกฎระเบียบเหล่านี้ อาจจะไม่ใช่โมเดลที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ถือว่าได้เป็นการเริ่มต้นสร้างหลักการอันดีร่วมกันในสังคม

“ระหว่างนี้ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมา เราก็ปรับกฎข้อบังคับกันได้ เพราะมันยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น เราถือว่าเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกับสังคม ล่าสุดในสภานักศึกษาทั่วประเทศ เขาก็เริ่มสนใจประเด็นเหล่านี้ และพยายามผลักดันให้เกิดการขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ต่อไป”

มนุษย์ขับเคลื่อนโลกให้เปลี่ยนผันไปตามยุคสมัย เรื่องราวความหลากหลายทางเพศ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มนุษย์กำลังเรียนรู้และหาทางคลี่คลาย บนมิติของการยอมรับซึ่งกันและกัน

“เราควรมองเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ สุดท้ายมันไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่มันอยู่ที่คุณค่าของความเป็นคน เขาทำอะไรให้สังคมแค่ไหน เขาเป็นคนดี ไม่รบกวนคนอื่นหรือเปล่า แค่นี้เราก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว”

คุณหมอแอนเสริมต่ออีกว่า ปัจจุบันสังคมไทยเปิดกว้างในความหลากหลายทางเพศ รวมทั้งผู้คนก็มีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเพศที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ

“เพราะว่าโลกเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เขาก็ต้องอยู่กับโลกที่เปลี่ยน ส่วนคนเจนเนอเรชั่นอื่นๆ ก็ต้องปรับ ต้องจูน คือเราไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง แต่เราแค่เข้าใจ สังคมต้องอยู่ด้วยความเข้าใจ เห็นต่างได้ แต่ต้องเข้าใจ ถ้าอยู่ด้วยความเข้าอกเข้าใจ เราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข”

นอกจากความเข้าใจ กุญแจสำคัญอีกประการที่จะช่วยไขไปสู่สังคมอุดมคติในเรื่องของเพศสภาพ นั่นคือ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน

“เราคิดว่าการอยู่ร่วมกันในสังคม สิ่งสำคัญคือต้องเคารพ ให้เกียรติบุคคลคนนั้น ไม่ใช่มองที่ภาพลักษณ์ หรือสิ่งที่เขาเป็น แต่ควรมองที่การกระทำ อย่างที่บอกไป เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการแต่งกายอย่างเดียว แต่เป็นการยอมรับความเป็นตัวตนของคนๆ นั้น การให้เกียรติ ให้ความเท่าเทียมกัน 

การที่จะเป็นสังคมอุดมคติในเรื่องเพศสภาพได้ คือทุกคนได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น และมีความสุขในสิ่งที่เป็น แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้พื้นฐานเรื่องหลักกฎหมาย และความเหมาะสมถูกต้อง เราถือว่าการประกาศเรื่องกฎระเบียบเรื่องการแต่งกาย รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของสังคม แม้ว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่เราเชื่อว่ามันจะขยายไปสู่ความเป็นสังคมที่มีความสุขมากขึ้นในอนาคตต่อไป”

ความสุขของมนุษย์นั้น ‘มี’ และ ‘มา’ ได้หลากหลายรูปแบบ แต่จะมีความสุขใดที่จะอิ่มเอมใจเท่า ความสุขที่ได้ ‘เป็น’  ในแบบที่ตัวเองต้องการ…

Related Posts