โควิด-19 กับความเปราะบางของสังคมไทย

The Action 001 : The Beginning of the End
โควิด-19 กับความเปราะบางของสังคมไทย
โตมร ศุขปรีชา

ในภาวะแห่งความสับสนอลหม่าน หากมีการตั้งคำถามว่า ‘คุณมีปฏิกิริยาอะไรมากที่สุดในวิกฤติโควิด-19?’

บางคน, อาจกำลังวิตกกับเรื่องการติดเชื้อโรค รำพึงรำพันไม่ขาดปาก ‘ติดยังวะ?!’ หรือบางคน, อาจกำลังกังวล กับสภาพการเงินของตัวเอง ‘ตกงานแล้วจะเอาเงินที่ไหนกิน?!’ 

แต่หากถาม โตมร ศุขปรีชา นักคิด นักเขียน และบรรณาธิการนิตยสารที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของสังคมอย่าง a day BULLETIN 

 เรื่องที่เขามีปฏิกิริยามากที่สุด คือมาตรการต่าง ๆ ของรัฐที่ออกมาในช่วงวิกฤติซึ่งดูเหมือนว่ามีลักษณะของการ…คิดมาไม่ครบ!

“ถ้ายังจำกันได้ ตอนช่วงล็อกดาวน์แรก ๆ เกิดปรากฎการณ์คนแห่ออกนอกเมือง ถามว่า ทำไมคนถึงทำอย่างนั้น เพราะเขาไม่รู้ ทางการไม่ได้บอกว่าจะเอาอย่างไร พอประกาศล็อกดาวน์ปุ๊บ ห้างปิด ร้านค้าปิด ที่ทำงานปิด ธุรกิจหยุดนิ่ง แล้วจะให้เขาทำอะไร เขาก็กลับบ้านไง ซึ่งเวลานั้น เราต้องการคุมคนให้หยุดอยู่กับที่ไม่ใช่หรือ นี่คือตัวอย่างของการคิดที่ออกมาไม่ครบ” โตมรบอก

โตมรเสริมต่ออีกว่า หากจะมีมาตรการใดออกมาใช้กับสังคมในยามวิกฤติแบบนี้ ทางที่ดีควรมีมาตรการรองรับที่ช่วยบรรเทา เยียวยา ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการหลักด้วยเช่นกัน

“ต้องยอมรับว่า สังคมไทยมี Safety Net หรือมีการดูแลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางชีวิตที่น้อย พอเกิดการล็อกดาวน์ปุ๊บ จึงทำให้คนจำนวนหนึ่ง ร่วงหล่นไปจากมาตรฐานของความเป็นมนุษย์อย่างที่ควรจะเป็น คือถ้าคุณคิดมาตรการอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วมีมาตรการรองรับที่แข็งแรง มันจะสร้างความมั่นใจ หรือว่าความชัดเจนได้ แต่สิ่งที่เห็น มันไม่ได้อยู่บนพื้นฐานนั้น ประชาชนจึงไม่รู้ว่า แล้วจะเอายังไงกันแน่”

อีกมาตรการหนึ่งที่โตมรหยิบยกมาเล่าถึง เขาบอกว่า ในห้วงเวลาอันไม่ปกติเช่นนี้ รัฐในหลายประเทศมีมาตรการเฉพาะกิจที่เรียกว่า Nationalize หรือการควบคุมกิจการสาธารณูปโภคใหญ่ ๆ ให้เป็นของชาติ เพื่อที่จะสามารถบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในเวลาอันยากลำบากได้ทันที

“ในเยอรมนีมีงานวิจัยบอกว่า หากการเดินทางในเมือง จะช่วยลดการติดเชื้อได้ หรือว่าเพิ่ม Social Distancing ได้ แปลว่า รถไฟฟ้าต่าง ๆ ต้องเพิ่มจำนวนรถ ไม่ใช่ไปลดจำนวน ยิ่งรถมาถี่เท่าไร จะยิ่งมีพื้นที่ระยะห่างได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าในเวลาปกติ ถามว่าเอกชนผู้เป็นผู้ดำเนินกิจการจะยอมไหม เพราะนั่นคือการเพิ่มต้นทุน จึงเป็นที่มาที่รัฐต้องเข้ามา Nationalize เพื่อให้มันเกิดขึ้นได้จริง  

“เรื่องเหล่านี้ในประเทศสเปนก็ทำ รัฐได้เข้ามาควบคุมกิจการรถไฟแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือในกรณีโรงพยาบาลของเอกชน ถามว่า จะไปบอกเอกชนเหรอ คุณต้องเปิดโรงพยาบาลรับคนทุกคนนะ ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่า โรงพยาบาลเอกชนสร้างมาเพื่อทำกำไร เป็นกลไกทางธุรกิจของเขา ดังนั้น วิธีการที่สเปนทำก็คือ Nationalize โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งให้เป็นของรัฐ เพื่อที่จะเอาโรงพยาบาลไปใช้ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่”

ในห้วงเวลา 2-3 เดือนนับตั้งแต่โควิด-19 เข้ามาตรึงให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง สิ่งหนึ่งที่โตมรมองว่าเป็นปัญหาที่ฉายออกมาอย่างชัดเจนคือ สภาพความเปราะบางทางเศรษฐกิจของสังคมไทย

“ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานจริง ทุกวันนี้เวลาเราพูดเรื่อง GDP หรือตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เรามักจะเอาตัวเลขของภาพธุรกิจใหญ่ ๆ หรือมูลค่าทางธุรกิจใหญ่ ๆ มาวัดกัน แต่ในโลกความจริง สมมติเรามีเงินเดือน 15,000 บาท เราจะซื้อรถราคา 400,000 บาท ถามว่าเรามีศักยภาพในการซื้อรถได้ไหม ในความเป็นจริงคือ ไม่มี แต่เราซื้อได้ เพราะเราสามารถผ่อนซื้อได้เดือนละ 5,000 บาท ที่เหลืออีก 10,000 บาท เราก็จำกัดจำเขี่ยชีวิตไป (ยิ้ม)

“ถ้าทุกอย่างมันปกติดี ระบบเศรษฐกิจแบบนี้ก็หมุนไป เราก็หมุนเงินกันไป (ยิ้ม) แต่พอมันมีสิ่งคุกคามอย่างโควิดเข้ามา ทำให้เห็นตั้งแต่หัวจรดรากหญ้าเลยว่า ทั้งหมดมีความเปราะบางมากเพียงใด ที่ผ่านมา เรากำลังสร้างระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนฐานที่ไม่มีอะไรจริงเลย”

‘วิกฤติซ้อนวิกฤติ’ กล่าวประโยคนี้คงไม่ผิดอันใดนัก แต่โจทย์ยากต่อมาคือ ทำอย่างไรที่จะจัดการกับทั้งสองวิกฤตินี้ได้ โตมรบอกว่า หลังสิ้นสุดวิกฤติโควิด-19 ถึงเวลาที่ต้องจัดการกับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่า รวมไปถึงการปรับวิธีคิดแบบใหม่ให้กับสังคม 

“ถึงเวลาที่รัฐต้องกลับมาดูว่า ทั้งหมดของการสร้างประเทศ มันสร้างบนความเปราะบางอย่างนี้ได้อย่างไร ต่อไปรัฐต้องสร้าง Safety Net ขึ้นมาอย่างจริงจังหรือเปล่า คือทำให้เวลาคนตกลงมา ไม่ว่าจะตกงาน หรือตกลงมาจากรายได้ที่เคยมี อย่างน้อยก็ตกลงมาแบบรับได้ คุณจะไม่ตกลงมามากกว่านี้แน่นอน

“ตอนนี้มีคนพูดเรื่องการออม ต่อไปเราจะออมให้มากขึ้น จริง ๆ เป็นคำตอบที่ดี แต่ในความจริง มันยังมีคนที่ไม่มีความสามารถแม้กระทั่งจะออมอยู่ เพราะอะไร เพราะต้องหมุนเงินทุกเดือน ถ้าเมื่อไรที่หยุดหมุน ชีวิตจบ คำถามคือ ทำอย่างไรจะไม่ให้พวกเขาต้องถูกผลักเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนไปมาแบบนี้อีก”

ถามโตมรว่า โควิด-19 สอนอะไรให้ตัวเขาบ้าง เขาตอบง่าย ๆ คือสอนให้รู้ว่า เราอยู่ในสังคมแบบไหน และโควิด-19 สะท้อนปัญหาออกมาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โชคดีที่เขาพอจะมองเห็น และพยายามที่จะหาทางแก้กับปัญหาที่เข้ามา

“ถ้าพูดถึงปฏิกิริยาส่วนตัว อะไรที่มันเกิด มันก็ต้องเกิดน่ะ เราก็รับกับมันไป แล้วก็มองความเป็นไปได้ว่า จะมี Solution หรือทางแก้กับปัญหาที่เข้ามาแบบไหน อย่างไร ได้บ้าง แต่การที่จะมองเห็นปัญหาได้รอบด้าน เราต้องขึ้นไปยืนอยู่ข้างบนของปัญหา แล้วมองลงมา แต่ลองนึกถึงคนที่ปัญหามันกระแทกเข้ามาตลอดเวลา การที่จะขึ้นไปข้างบนแล้วมองลงมา มันยากมาก ซึ่งคนจำนวนมากเวลาถูกปัญหากระแทกเข้ามาตลอดเวลา เขาไม่มีทางเห็น Solution อย่างแน่นอน มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อว่า เราจะทำอย่างไรให้เขาลุกขึ้นมายืนเห็นปัญหา หรืออย่างน้อยก็ไม่โดนปัญหากระแทกซ้ำอยู่ตลอดเวลา”

โควิด-19 เป็นชื่อโรคที่รักษาให้หายได้ ส่วนพิษเศรษฐกิจที่มากับโรคนี้ ไม่ใช่แค่รักษาให้หาย แต่ต้องช่วยกันสร้างความแข็งแรงและปลอดภัยให้กับฐานโครงสร้างกันใหม่  ถ้าไม่อยากเห็นใครต้อง ‘ตกลงมาตาย’ อีก เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานความคิดดี ๆ ให้กับผู้คนในสังคมกันนับแต่บัดนี้กันเลย…

Related Posts