“เมื่อผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้ เราจะมีภูมิต้านทาน”

The Action 001 : The Beginning of the End
“เมื่อผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้ เราจะมีภูมิต้านทาน”ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ

เราไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในหนึ่งชีวิตของแต่ละคนจะพบวิกฤติใหญ่ ๆ สักกี่ครั้ง แต่อย่างน้อย วิกฤติโควิด-19 จะต้องถูกนับเป็นหนึ่งในวิกฤติที่ทุกคนได้รับผลกระทบกันทั่วถึงอย่างไม่แยกเชื้อชาติสถานะ ส่วนจะตั้งรับได้กี่มากน้อย ก็ขึ้นกับแรงซัดและภูมิต้านทานที่เรามี 

            หากมองย้อนกลับไปในยุครุ่งโรจน์ ชื่อของ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ เคยโด่งดังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยผลงานระดับอัศวินม้าขาวในวิกฤติ Black Monday เมื่อปี 2530 ที่การเก็งกำไรผ่านกระดานหุ้นของเขาพลิกตัวเลขมาเป็นบวกถึง 200 ล้าน สวนกระแสหุ้นที่ร่วงติดฟลอร์ไปทั่วโลก เพียง 10 ปีให้หลังเมื่อเกิดวิกฤติ 2540 ชื่อของศิริวัฒน์กลายเป็นที่กล่าวขานอีกครั้ง หากแต่ครั้งนั้นต่างจากเดิมตรงที่อดีตอัศวินม้าขาวต้องมายืนอยู่ริมทางเท้าขายแซนด์วิช ตกเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ได้ตีแผ่เรื่องราวของคนเคยรวย    

“ตอนนั้นยอมรับว่า ผมโลภและผมประมาท คิดว่ากูแน่ ตอนนั้นมีเงินมีเครดิตก็ไปสร้างคอนโดหรูที่เขาใหญ่ ดอกเบี้ยเงินกู้ 17 เปอร์เซ็นต์ วิกฤติ 40 มา หุ้นตกถูกบังคับขาย คอนโดเสร็จขายไม่ได้ เป็นหนี้เป็นสิน ต้องจ่ายดอกเบี้ย 17 เปอร์เซ็นต์ ในที่สุดผมหลังพิงฝา ไม่รู้จะทำยังไง มีพนักงาน 40 คน เรียกประชุมลูกน้อง ยกมือไหว้บอกต้องปิดบริษัทแล้ว ตัวใครตัวมัน ผมไม่มีเงินจ้างคุณ เป็นคำพูดที่ยากมากนะที่จะออกจากปากเจ้าของธุรกิจทุกคน แต่ภรรยาผมบอกว่า เอาอย่างนี้ ขอลูกน้อง 20 คนไว้ช่วยเขาทำแซนด์วิช แล้วให้ผมไปขาย”

            จากที่เคยอยู่จุดสูงสุด เมื่อต้องร่วงสู่ดิน ศิริวัฒน์ถ่ายทอดความรู้สึกให้เราฟังว่า “ผมก็อายนะ ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูน ทั้งกลัวตำรวจ กลัวเทศกิจ กลัวคนมาปรามาสชี้หน้า สมน้ำหน้า อยากรวยนัก แบบนี้ผมก็โดนเหมือนกัน ก็ต้องกลืนเลือด”  เมื่อไม่ยอมปราชัย ศิริวัฒน์แซนด์วิชก็กลายเป็นแบรนด์สินค้าที่คนส่วนใหญ่รู้จัก การเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจคราวนั้นพลิกชีวิตเขามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่การมาถึงของโควิด-19 ก็ยังยากที่จะตั้งรับได้ทัน หากอย่างน้อยครั้งนี้เขาก็ปล่อยวางได้มากพอ

            “คนไทย 67 ล้านคนตั้งรับไม่ทันสักคนเพราะมาเหมือนสึนามิ ครืนเดียว เราต้องยอมรับว่ามันเป็นภัยธรรมชาติ เป็นโรคระบาด แต่พอมันมาแล้วเราก็ตั้งสติ”

            เมื่อผู้คนลดการเดินทาง ส่งผลกระทบไปถึงยอดขายที่ตกลงมาไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยอดขายที่หน้าเคาน์เตอร์บนสถานีรถไฟฟ้าอารีย์และสถานีสนามกีฬา กับเคาน์เตอร์ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ส่วนพนักงานขายที่รับรายได้เป็นกำไรจากยอดขายในจุดยืนต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มนักเรียนที่หารายได้พิเศษทุกช่วงปิดเทอมใหญ่ ที่ศิริวัฒน์แซนด์วิชจะเปิดโอกาสให้นักเรียนวัย 14-16 ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาขายแซนด์วิชเป็นทุนเรียน เขาก็ขอให้ทุกคนกลับบ้านเพราะเหตุผลเรื่องความปลอดภัย 

            “เด็ก ๆ เหล่านั้นที่ใช้เวลาช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม มีประมาณ 20-30 คน ซึ่งช่วง 2-3 เดือนเขามีกำไรกันคนละประมาณ 2-3 หมื่นบาท ตอนนี้ (เดือนพฤษภาคม) ผมยังพึ่งพนักงานขายซึ่งมีอยู่ 2-3 คนเท่านั้น และยอดก็ตกเป็นเงาตามตัว จากที่เคยขาย 5-6 ชั่วโมงตอนเช้า เขากำไร 600-800 บาท วันนี้กำไรเขาเหลือ 200-300 บาท แล้วผมมีพนักงานที่ต้องดูแลอยู่ประมาณ 10 คน ผมยังไม่ได้ลดเงินเดือนพนักงาน เพียงแต่ว่าก่อนโควิดจะมาเศรษฐกิจบ้านเราไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ผมก็ใช้วิธีลดค่าใช้จ่าย จากที่เคยเช่าออฟฟิศเดือนหนึ่งเกินแสน ก็หาบ้านเช่าที่เล็กลงและค่าเช่าลดลงครึ่งหนึ่ง ช่วยประหยัดตรงนั้นไปได้ แล้วเอาส่วนต่างค่าเช่าที่เราประหยัดมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน ประหยัดทุกอย่าง ก็ต้องกัดฟัน เมื่อเราผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้เราจะมีภูมิต้านทานมากขึ้น ความท้าทายแรกที่เกิดขึ้นกับพวกเราคือความอดทน แต่ความอดทนนี้จะเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เมื่อโควิดจากไปเราต้องมาตั้งหลัก เศรษฐกิจจะไม่ได้ฟื้นทันที อย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินไป มันต้องใช้เวลา”

            ศิริวัฒน์เล่าว่า การที่แบรนด์ของเขาอยู่รอดและเติบโตมาได้ ก็เพราะสังคมช่วยประคองรองรับเอาไว้ สิ่งหนึ่งที่เขาคิดอยู่เสมอจึงเป็นการทำอย่างไรถึงจะตอบแทนคืนกลับไปได้ และการตอบแทนนั้นก็ออกมาในรูปของการโอบอุ้มภาคเกษตรกรชุมชน ด้วยการจัดซื้อวัตถุดิบในราคาที่ทำให้เกษตรกรมีกำไร เช่น การรับซื้อมะนาวในฤดูล้นตลาดในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดเพื่อแปรรูปเป็นเครื่องดื่มน้ำมะนาวแท้ และให้เกษตรกรขายเข้าตลาดในวันที่ได้ราคาดี เช่นเดียวกับระหว่างนี้ที่เขากำลังเตรียมออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผลไม้อย่างน้ำมะขามป้อม น้ำพุทรา น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม ตั้งราคาเอาไว้ไม่แพงเพื่อให้คนที่นำไปจำหน่ายต่อสามารถทำกำไร 25-30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยสินค้ามีอายุนาน 1 ปี

            “ทำไมถึงเป็นน้ำพวกนี้ ก็เพราะวัตถุดิบขึ้นจากดินประเทศไทย ถ้าผมสามารถทำตัวนี้ได้ โรงงานก็สามารถไปซื้อวัตถุดิบในราคาที่เกษตรกรเขามีกำไร ผมก็คิดว่า ถ้าเขาดี เราก็ดี วิกฤติอย่างนี้ถ้าใครมาปรึกษาผมว่าควรทำอะไรดี ผมว่าหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกินหรืออะไรที่จำเป็นนะ อะไรที่ไม่ใช่ความจำเป็นให้เก็บไว้ก่อน เศรษฐกิจไทยครั้งนี้เราได้รับบทเรียนแล้วว่าเราฟุ่มเฟือยกันมาเยอะ ไม่มีเงินเราก็รูดบัตรเครดิต หนี้สินภาคครัวเรือนเยอะ เราต้องเริ่มใหม่ พลาดไปแล้วช่างมันเถอะ เอากลับมาไม่ได้”

            ในวันที่หลายคนยังมองไม่เห็นทางออกของอนาคต ศิริวัฒน์ซึ่งเคยผ่านความมืดมนมาก่อน ฝากคำแนะนำเอาไว้ว่า “ขอให้ตั้งสติดีๆ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าท่านลำบากยังไง เป็นหนี้มากน้อยแค่ไหน ผมมั่นใจว่ายังมีคนลำบากกว่าท่าน เป็นหนี้มากกว่าท่าน มีภาระมากกว่าท่านอีกเยอะเลย เขาก็ยังอยู่รอดของเขาได้ ไม่คิดสั้น น่าเห็นใจที่สุดคือคนที่เป็นหนี้นอกระบบ ลูกหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายวัน รายอาทิตย์ รายเดือน ผมอยากฝากท่านเจ้าหนี้นอกระบบทั้งหลาย หากลูกหนี้เขาเคยได้จ่ายท่านเกินกว่าที่เคยกู้แล้ว ยกหนี้ให้เขาเถอะ ให้เขาได้เกิดใหม่”‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ เป็นคติที่ศิริวัฒน์ยังคงยึดถือ และหากมองอย่างไม่เลวร้าย วิกฤตินี้คือจุดเริ่มต้นของการแก้ไขและฝึกตัวเองใหม่ ความอดทนจะกลายเป็นภูมิต้านทาน และเป็นวัคซีนคุ้มใจให้แข็งแรงพอ แม้จะต้องเจอปัญหาอีกสักกี่ครั้ง  

Related Posts