แก้ปัญหาระดับใหญ่ ด้วยการเริ่มต้นระดับเล็ก ๆ

The Action 001 : The Beginning of the End
แก้ปัญหาระดับใหญ่ ด้วยการเริ่มต้นระดับเล็ก ๆ –

ศานนท์ หวังสร้างบุญ

ศานนท์ หวังสร้างบุญ คือหนึ่งในคนทำงานของกลุ่ม SATARANA (สาธารณะ) กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทุกโปรเจ็กต์ภายใต้การริเริ่มของพวกเขายืนอยู่บนแนวคิดของการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างสร้างสรรค์เป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ‘เมล์เดย์’ ซึ่งออกแบบการแก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะ ‘Trawell’ ที่ตั้งใจเปลี่ยนเมืองและชุมชนให้ดีขึ้นด้วยการท่องเที่ยว ไปจนถึงโฮสเทลทั้งสองแห่งคือ ‘Once Again Hostel’ และ ‘Luk Hostel’ ที่วางโมเดลเพื่อเกื้อกูลชุมชนโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การร่วมหาแนวทางขับเคลื่อนชุมชน หรือสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนจากการเข้าพักของนักท่องเที่ยว 

ทุกอย่างที่กำลังดำเนินไปด้วยดี พลันหยุดชะงักลงในวันที่ประเทศไทยต้องปิดพรมแดนเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 ธุรกิจโฮสเทลที่มีรูปแบบให้ผู้เข้าพักได้มีส่วนร่วมและพบปะกันทางกายภาพ เป็นอันต้องพับกลับลงกล่อง อย่างน้อยก็จนกว่าจะพบวิธียุติการแพร่กระจายของไวรัสนี้ได้แบบหมดจด 

“พอพูดว่า social distancing ก็เท่ากับภารกิจของโฮสเทลไม่มีอยู่จริงแล้วในวันนั้น ต่อให้เราจะยังมีนักท่องเที่ยวอยู่ประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์เราก็จำเป็นต้องคิดค้นสิ่งใหม่ แต่เราเริ่มคิดกันตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมแล้วว่าจะต้องทำอะไรใหม่” ศานนท์เล่าถึงไอเดียว่ามีอยู่สองสามโมเดลที่จะต้องทำ”

“เราคุยกันในเครือข่ายบริษัทว่าเรามีความสามารถในการทำอะไรกันบ้าง หรือสนุกในการทำอะไร ก็คุยกันแล้วแบ่งออกเป็นสามทีม ทีมที่หนึ่งทำอาหารเป็น ก็รวมตัวกันทำ Rise Cafe (เดลิเวอรี่แบบไม่สร้างขยะด้วยเมนู ‘ผูกปิ่นโต’) ทีมหนึ่งยังต้องดูแลแขกที่ตกค้างของโฮสเทล กับรับแขกที่เข้ามาใหม่เพราะบางคนต้องการสถานที่สำหรับ work from home เพราะที่บ้านอาจจะไม่สะดวก ก็ปรับเป็นเซฟเฮาส์หรือที่พักปลอดภัย มีอาหารครบ มีคนออกไปซื้อของให้ และทีมที่สามก็คือทำเดลิเวอรี่ให้กับร้านอาหารในย่านที่เราอยู่ คือ Locall”

ด้วยพื้นฐานของการทำงานที่ยังเชื่อมโยงและเกื้อกูลชุมชน ทำให้ Locall.Bkk เป็นแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ที่มาแรงท่ามกลางวิกฤติ ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย ด้วยโมเดลที่ง่ายที่สุดเพื่อที่ร้านลุงป้าในย่านประตูผีและย่านเยาวราช ซึ่งเป็นที่ตั้งของโฮสเทลทั้งสองแห่ง ยังสามารถเปิดร้านต่อไปได้ ในวันที่หลายร้านเอ่ยปากว่าน่าจะต้องปิดร้านไปก่อนเพราะไม่มีลูกค้า

“เราไม่ได้ต้องคุยอะไรกันเยอะเลย เพราะเราอยู่ด้วยกันมาก็รู้อยู่แล้วว่าทุกคนลำบาก ก็มีน้องคนหนึ่งในทีมที่สนใจเดลิเวอรี่มาเป็นหัวหอกตั้งต้นคิดเรื่อง Locall โดยที่ร้านไม่ต้องปรับอะไรมาก เราเป็นเหมือนอาสาที่มาช่วยซื้อ รวมออร์เดอร์กันหลาย ๆ ร้านแล้วให้พี่วินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยไปส่งให้ ใช้เฟซบุ๊ก ใช้ไลน์ ใช้อะไรที่ฟรีในการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมา เราใช้เวลาเจ็ดวันในการทำ แล้วก็เริ่มทดลอง จากนั้นออร์เดอร์ก็ทยอยขึ้นเรื่อย ๆ”

เทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างถูกที่ถูกเวลา การพูดถึงและส่งต่อบริการนี้ก็ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ จากระยะส่งเริ่มต้นที่ 7 กิโลเมตร กลายเป็นแทบทุกเขตในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนก็สามารถกินของอร่อยจากย่านเก่าแก่ได้ และโมเดลนี้เองที่ช่วยต่อชีวิตให้กับร้านอาหารที่ไม่มีพื้นที่ขายอยู่ในแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เจ้าใหญ่ ช่วยให้วินมอเตอร์ไซค์ไปจนถึงคนในชุมชนที่มีมอเตอร์ไซค์ได้มีรายได้จากการนำส่งอาหาร ส่วนทีมงาน Locall นั้น มีรายได้เพื่อใช้ดำเนินการด้วยการบวกเพิ่มจากรายการอาหาร 15 เปอร์เซ็นต์ต่อเมนู 

นับได้ไม่ถึงเดือนดี จากย่านประตูผีและเยาวราช ก็ขยายไปสู่ย่านที่สามคือนางลิ้นจี่ และจากนั้นอีกไม่นาน Locall ก็งอกตัวอยู่ในพื้นที่ที่ไกลออกไปคือในจังหวัดเชียงใหม่ และในวันที่เขียนบทความชิ้นนี้ Locall เพิ่งเปลี่ยนตัวเองจาก Locall.Bkk เป็น Locall Thailand เป็นการส่งสัญญาณว่า โมเดลของการอาสาช่วยซื้อและช่วยส่งอาหารจากชุมชนไปถึงหน้าบ้าน กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหลายจังหวัด ศานนท์เล่าถึงหัวใจของโมเดล ซึ่งการเชื่อมโยงกับชุมชมยังเป็นฐานของแนวคิดเช่นที่เป็นมาเสมอ

“ความสำคัญคือมันสร้างย่าน มันสร้างชุมชน ทำให้คนเห็นกันมากขึ้น บางทีอยู่ในย่านเราไม่รู้จักกัน เราอาจจะรู้ว่าเขาขายอะไร แต่พอมันต้องวิ่งแล้วซื้อหลาย ๆ คน ทำให้เราได้รู้จักกัน ร้านเขาเห็นกันในแพลตฟอร์มก็ช่วยกัน ผมว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์หรือเครือข่าย ซึ่งตรงนี้จะต่อยอดได้ในชุมชน”

ทำไมจึงมองว่าการทำงานกับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่เคยทำมาอยู่แล้ว จนถึงโปรเจ็กต์ล่าสุดนี้ เราส่งคำถามถึงเขาอย่างไม่อ้อมค้อม 

“ผมคิดว่าทุกคนก็รักกรุงเทพฯ รักประเทศไทย แต่มันมีจุดที่เรารู้สึกว่ามันทำได้ดีขึ้นได้ ผมว่าทุกคนเห็นอย่างนั้นหมด เราเห็นปัญหากัน แต่การจะเริ่มอะไรที่ระดับโครงสร้างมันยาก การจะเริ่มที่ระดับใหญ่มันไม่รู้จะเริ่มตรงไหน  ผมมองว่าการเริ่มในชุมชน เริ่มจากตัวเอง เริ่มจากรอบ ๆ บ้าน มันเป็นอะไรที่ทำได้เลย บางเรื่องมันไม่ต้องรอ เห็นน้ำเสีย เห็นถุงพลาสติก เห็นอะไรมันทำได้เลยนะ ปัญหาที่มันใหญ่ จริง ๆ แล้วมันสามารถเริ่มจากเล็ก ๆ ได้ แล้วเดี๋ยวมันใหญ่เอง เราค่อย ๆ สะสมวิธีการแก้ปัญหาในสเกลที่เราทำได้ ตอนที่เป็นเราตัวคนเดียวมันยาก แต่พอเราเริ่มมีเพื่อน เริ่มมีบริษัท ผมว่าการที่เราเอาเรื่องนี้ไว้ในภารกิจบริษัท เป็นเรื่องสำคัญของทีม เราไม่ควรคิดแค่เรื่องของการได้กำไร แต่ว่าเราจะทำยังไงให้การสร้างกำไรนี้มันสร้างผลกระทบทางบวกให้กับสังคมด้วย มันเป็นหลักคิดที่อยู่ในธุรกิจที่เราทำกัน”

Locall สร้างผลกระทบทางบวกให้กับสังคมดังที่ศานนท์ว่า และภาพของการต่อยอดเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนดูจะเริ่มชัดขึ้น แต่ในด้านหนึ่ง เขามองในแง่ที่แพลตฟอร์มนี้เข้าไปทำหน้าที่อะไรบางอย่าง มากกว่าธุรกิจสร้างกำไร

“ไม่ได้กดดันว่าจะต้องเป็นแพลตฟอร์มหรืออะไรที่มันเติบโตมาก ผมว่าพื้นฐานสำคัญกว่าก็คือการเป็นเครื่องมือในการพัฒนาย่านหรือพัฒนาชุมชนเป็นสำคัญ ถ้าเราเติบโตไปแล้วขยายได้หลาย ๆ ย่าน แต่พื้นฐานไม่ตอบโจทย์เพราะไม่ได้เป็นเครื่องมือให้กับย่าน แต่ดันเป็นเครื่องมือให้ใครกับคนใดคนหนึ่ง หรือทำให้บริการลดลง ผมก็มองว่ามันไม่ตอบโจทย์ 

“หลักการของ Locall มีสองข้อ ข้อที่หนึ่งเราอยากเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับชุมชน หมายความว่าต้องให้ทุกร้านเข้ามาสู่แพลตฟอร์มได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะร้านเล็กหรือร้านใหญ่ ข้อที่สอง เราเชื่อในการกระจายอำนาจว่ามันต้องไม่รวมศูนย์อยู่ที่ตัว Locall หรือตัวแพลตฟอร์ม แต่ว่ามันจะต้องถูกบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวย่านเอง เขาอยากจะทำการตลาด จะเก็บค่าดำเนินการน้อยลง หรือไม่ต้องการค่าดำเนินการ ทำให้ฟรี สุดแล้วแต่เลย แต่เราเซ็ตไว้ว่าไม่อยากให้เกินสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้ามากกว่านั้นก็มองว่าเยอะไปหน่อย และเราก็ยังมีไกด์ไลน์ในการทำงานอยู่ ส่วนอุดมคติก็อยากให้มันกระจายออกไป”

ย้อนกลับไปถึงวันที่ไอเดียใหม่เริ่มต้นในวันที่ธุรกิจเดิมไปต่อไม่ได้ ศานนท์เล่าว่า “เราควบคุมอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ผมเลยค่อนข้างไม่ยึดติดกับรูปแบบอะไรมาก แต่ถ้าถามว่ายึดติดอะไรที่สุดก็เป็นทีมงานหรือคนนี่แหละ ที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดในองค์กร สำคัญที่สุดต่อบริษัท พอฟอร์มมันเปลี่ยน ผมกลับมาคุยกันว่าพวกเรายังเชื่อใน vision หรือ mission เดิมมั้ย เพราะสุดท้ายไม่ว่าอะไรก็แล้แต่ที่เราทำอยู่ มันเป็นแค่รูปแบบ มันปรับเปลี่ยนได้ ปรับ activity ได้ แต่เรารู้ว่า core เราเหมือนเดิม มันก็เท่านั้นเอง

“วันนี้พอฟอร์มเปลี่ยน เราก็แค่มาคุยกันว่าอันนี้มันไม่ได้แล้ว เรากลับมาที่ core ของเรา เรายังมีอย่างอื่นให้ทำอีกเต็มเลย เราเห็นโอกาสอีกเต็มเลยจากสิ่งที่เป็น core ของเรา ฉะนั้นการเข้าใจว่า core ของเราคืออะไร ไม่ว่าพายุจะเข้ายังไง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราสร้างบ้านใหม่ บ้านเราจะเป็นบ้านไม้ บ้านปูน หรืออะไรก็ว่าไปให้มันแข็งแรงขึ้น พอเราเรียนรู้แล้วว่ามันมีลมมาทางนี้ มันมีโควิด มันอาจจะมีการระบาดใหม่มาอีก เราก็จะเรียนรู้ เราก็ต้องมีภูมิคุ้มกันที่มากขึ้น” 

ความยั่งยืนและมั่นคงที่เคยคิดว่ามั่นคงดีแล้ว คลี่ตัวเองออกมาให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วไม่มีอะไรที่ยั่งยืนตลอดไป และในความไม่ยั่งยืนตรงนั้นก็เผยช่องให้เห็นว่ายังมีสิ่งใดที่จะพัฒนาได้ มีอะไรที่เป็นโอกาสให้ทำสิ่งใหม่ หากมองทะลุเข้าไปให้เห็น วิกฤติที่ว่าร้าย อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมดทีเดียว

Related Posts