ในวิกฤติมีแสงสว่าง

The Action 001 : The Begining of the End
ในวิกฤตมีแสงสว่าง – แสงเดือน ชัยเลิศ

“เหมือนเครื่องยนต์ที่วิ่งอยู่ดี ๆ ก็ปิดสวิตช์เลย” แสงเดือน ชัยเลิศ กรรมการผู้จัดการ หจก.เอลิแฟนท์ เนเจอร์ปาร์ค และประธานมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม กล่าวกับ The Reaction ในวันที่จำนวนช้างและสัตว์ที่เดือดร้อนเพิ่มสูงขึ้นจากการล้มครืนของธุรกิจท่องเที่ยวที่เคยมีสัตว์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ให้กับสถานประกอบการ มีช้างจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ และอีกหลายร้อยเชือกไม่อาจเดินทางกลับถิ่นฐานได้ ก็จะมีการนำมาฝากไว้ให้ Elephant Nature Park หรือศูนย์อภิบาลช้างให้ช่วยดูแล ไม่เว้นกระทั่งสุนัขและแมวจากคาเฟ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแรงดึงดูดลูกค้าในยามปกติ ก็ยังถูกนำมาไว้ที่นี่ด้วยเช่นกัน”

“ช้างหนึ่งเชือก เราต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งช้าง ควาญช้าง มากันเป็นครอบครัว บางทีเอาหมาแมวมาด้วย” แม้จะกลายเป็นภาระที่เพิ่มเข้ามาหนักหนา แต่แสงเดือนก็ยังคงเล่าพร้อมยิ้มรับภารกิจนี้ โดยมีช้างพังวัยกว่า 70 โบกหูสะบัดหางเป็นแบ็กกราวนด์อยู่เบื้องหลัง ขณะที่เราต้องทำการสื่อสารระยะไกลจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่”

“ที่ผ่านมาเรามีสามสิบแปดโครงการที่ทำอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ ทำทั้งในเรื่องการประชาสัมพันธ์ การตลาด ให้คำปรึกษา ให้การศึกษา เพื่อไม่ให้ช้างต้องเป็นช้างขี่ ช้างโชว์ ทุกอย่างกำลังจะเข้ารูปเข้ารอย พอวิกฤติเกิดขึ้นเหมือนคลื่นซัดเข้ามาตูมเดียว ทุกคนระส่ำระสายกันหมด มาถึงตอนนี้เราดูแล้วว่าภายในปีนี้ยังไม่น่าจะมีอะไรดีขึ้น” 

ก่อนหน้านั้น Elephant Nature Park มีช้างที่ดูแลอยู่ราว 90 เชือก ส่วนใหญ่เป็นช้างชราซึ่งต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องอาหาร สุขภาพ โดยมีสัตวแพทย์และอาสาสมัครคอยดูแล และมีรายได้จากอาสาสมัครที่เข้ามาทำกิจกรรม กับการจำหน่ายกาแฟ ‘ใต้ร่มไม้’ ที่สนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกเพื่อปลดล็อกจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่การมาถึงของโควิด-19 ทำให้รายได้ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูสัตว์ทั้งหมดในโครงการ ที่นอกจากช้างแล้วยังมีโคกระบือที่คนไถ่ชีวิตมาแล้วไม่มีที่เลี้ยงดูต่อ หมูป่า สุนัขและแมวที่ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มรักสัตว์แล้วส่งมาพักพิงที่นี่ คำนวณคร่าว ๆ ตอนนี้ทำให้มีสัตว์ที่ต้องดูแลอยู่มากกว่า 1,000 ชีวิต ยังไม่นับรวมช้างในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ที่มูลนิธิฯให้การดูแลอยู่ 

“หลังจากที่รัฐบาลสั่งให้ปิด ไม่มีการให้บริการแล้ว สายการบินปิด นักท่องเที่ยวไม่มี รายได้เราเป็นศูนย์ เงินที่ได้รับการสนับสนุนมาก็เริ่มหมด ก็เป็นปัญหาเกิดขึ้น แต่เราก็ต้องสู้ค่ะ” 

ข่าวการขอรับความช่วยเหลือที่กระจายสู่โลกโชเชียล ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปสู่สังคม มูลนิธิฯ ได้รับการช่วยเหลือทั้งในรูปแบบเงินบริจาคและอาหารในเวลาอันรวดเร็ว

“วิกฤตินี้ทำให้ดิฉันเห็นความงดงามของมนุษย์ อย่างวันหนึ่งดิฉันได้รับการติดต่อจากแม่ค้าท่านหนึ่งเขียนข้อความสั้น ๆ ว่าเพิ่งขายกับข้าวได้สองถุง สี่สิบบาท ขอส่งไปให้ก่อนนะคะ ลำบากเหมือนกันค่ะ แต่สงสารช้าง อีกคนหนึ่งเป็นคนรักแมว ก็บอกตัวเองเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ตกงานมาด้วย แต่ก็เจียดเงินมาช่วยหนึ่งร้อยบาท ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าเราได้เห็นความงดงามของมนุษย์ในตอนที่เกิดวิกฤติ แสงสว่างที่งดงามที่เกิดขึ้นจากจิตใจมนุษย์ มันสามารถทำให้เรามีความหวังต่อการทำงาน”

“ตอนแรก ๆ สักประมาณสองสัปดาห์ ดิฉันได้รับเงินบริจาคเข้ามาล้านกว่าบาท ดิฉันเห็นว่าคนเดือดร้อนกันมาก ได้ยินเสียงร้องไห้ทางโทรศัพท์เมื่อโทรมาปรึกษาหารือ ดิฉันประกาศเลยว่าจะเอาอาหารไปบริจาค และตอนนี้เราจะแบ่งเงินก้อนนี้ไปช่วยด้วย โดยติดต่อไปยังศูนย์ช้างต่าง ๆ ที่เป็นพันธมิตรว่าขอให้ทุกคนช่วยกันหน่อย เราต้องทำงานหนัก เพราะเงินจำนวนนี้น้อยมากถ้าเราใช้วิธีซื้อของไปช่วยอย่างเดียว ภาพที่เกิดขึ้นคือ เจ้าของปางช้างระดมกันลงมาตัดอ้อยตัดหญ้าให้ช้างเพื่อหาทางช่วย จากที่ไม่เคยทุกข์ยากลำบาก ทุกคนได้เริ่มเห็นว่าตัดอ้อยมันยากอย่างนี้ มันคันไปทั้งตัวนะ เป็นอะไรที่พลิกมากเลย เจ้าของปางช้างเขาก็ได้เห็นว่าที่ผ่านมาคนที่ทำตรงนี้ต้องลำบากขนาดไหน ก็ได้เรียนรู้กันเยอะ กลายเป็นว่าเราช่วยกันทั้งหมด” 

ถึงตรงนี้หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า เหตุใดคนที่ทำงานเพื่อชีวิตอื่นถึงได้ถูกละเลยจากการดูแลของภาครัฐ แสงเดือนให้ความเห็นอย่างเข้าใจสถานการณ์ว่า ทุกฝ่ายต่างก็ประสบปัญหาที่หนักหน่วง จึงเข้าใจและเห็นใจ ทั้งการลงมือทำก็เห็นปลายทางกว่าการคร่ำครวญ

“เมื่อมีปัญหาเข้ามา สิ่งแรกคือเราอย่าตระหนก เราต้องตั้งสติ สิ่งที่ไม่คาดคิดมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราต้องเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่เลวร้ายกว่าที่เห็นในวันนี้ แล้ววางแผนว่าเราจะทำอะไรเพื่อปิดช่องนั้น เราไม่สามารถมานั่งคร่ำครวญแล้วรอความช่วยเหลือจากผู้อื่นอย่างเดียว เราต้องหาหนทางที่จะขับเคลื่อนด้วยตัวเราเองด้วย ถ้าบันไดขั้นที่หนึ่งเราขึ้นไม่ได้ก็กลับลงมา แล้วไปขึ้นใหม่ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกให้ได้”

รายได้ส่วนหนึ่งจากการได้รับบริจาค ได้ถูกจัดการไปกับการช่วยเหลือระยะสั้น และวางแผนยาวไปถึงอนาคตข้างหน้า ที่เตรียมแผนรองรับทั้งปัญหาช้างและควาญช้าง เพราะที่มาของรายได้อาจต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่เว้นแม้กระทั่งองค์กรของเธอเองที่ก็ยังไม่อาจรู้ได้ถึงอนาคต  

“ต่อไปคงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะมากโดยเฉพาะช้างที่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  เพราะทุกวันนี้รายได้เป็นศูนย์ แต่รายจ่ายยังร้อยเปอร์เซ็นต์ หลายคนไม่รู้ว่า วันนี้ช้างกลับไปอยู่บ้านก็เยอะ และหลายฝ่ายก็กำลังคิดกันว่าหากช้างไม่กลับไปสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบเดิมจะทำอย่างไร จะทำมาหากินอะไร  ดิฉันก็ยังหารือกันอยู่ถึงวิธีการจัดการเมื่อพวกเขาจะกลับบ้านกันทั้งควาญทั้งช้าง”

“ในมูลนิธิของเราเองก็พยายามประคับประคองกัน ทำอาหารใส่หม้อใหญ่ ๆ ให้ทุกคนมานั่งกินก่อน ตอนนี้เราใช้วิธีแจกเมล็ดพันธุ์ผักให้ปลูก จ้างคนมาอบรมอาชีพ เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งองค์กรของเราไม่สามารถที่จะกลับมาได้ อย่างน้อยเขาก็ยังมีหนทางไปต่อ”

ช้างพังรุ่นคุณยายเชือกเดิมยังคงอยู่กับที่ ส่งงวงหยอกล้อกับเจ้าหน้าที่ที่นำอาหารมาให้ นี่คือหนึ่งชีวิตที่ส่งต่อพลังใจและเรี่ยวแรงในการทำงานของแสงเดือนมาตลอด 39 ปีที่ดูแลช้างมาเกือบทั้งชีวิต

“ดิฉันคิดอยู่อย่างเดียวว่าเราเกิดมาได้ครั้งเดียว พลังใจคือพวกเขานี่แหละ วันหนึ่งถ้าเราจากไปแล้ว เราต้องให้เขาอยู่ได้อย่างมีความสุข”

Related Posts