เราถูกทิ้งไว้ข้างหลังมานานแล้ว

The Action 001 : The Beginning of the End
เราถูกทิ้งไว้ข้างหลังมานานแล้ว – ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่จู่โจมแทบทุกสังคมแบบไม่มีใครได้ทันตั้งตัว บางครั้ง เราก็อดไม่ได้ที่จะมองภาพที่ปรากฏด้วยความรู้สึกว่า หลายเรื่อง หลายความเศร้า ไม่น่าเกิดขึ้นจริง…กระทั่งหวังว่ามันน่าจะเป็นแค่ภาพยนตร์สักเรื่องที่อีกสักพักก็จะจบลงแล้วทุกคนก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ  

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็กล่าวเช่นกันว่า โควิด-19 เปิดเปลือยให้เราเห็นว่า หลายสังคมมีสภาพความเหลื่อมล้ำเหมือนในภาพยนตร์เรื่อง Parasite ภาพยนตร์เกาหลีเจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่คว้ารางวัลออสการ์ปีล่าสุด 

สังคมแห่งความเหลื่อมล้ำที่เราเผชิญกันอยู่ ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่อีกไม่นานก็จบ และเอาเข้าจริง เราเผชิญหน้าและหายใจร่วมกับความเหลื่อมล้ำมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว จะโดยรู้ตัว หรือ ไม่อยากรับรู้ก็เถอะ เพียงแต่วิกฤติโควิด-19 แค่เป็นตัวขีดไฮไลท์ให้เราเห็นชัดเจนขึ้น 

แม้จะน่าเศร้า แต่ใช่ว่าเราจะไม่มีความหวัง เพราะอาจารย์หนุ่มคนนี้ย้ำว่า พลังของภาคประชาชนนี่แหละ ที่จะสามารถขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีกว่าเดิมได้ เหมือนที่เราเห็นทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤติ 

วันนี้…แม้วิกฤติจะยังไม่จบ และทุกคนเริ่มพูดถึงชีวิตที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมหลังจากนี้ แต่อาจารย์ประจักษ์กลับบอกว่า ถ้ากลับไปแค่เหมือนเดิมก่อนหน้านี้ เราจะแย่ ถ้าจะไป ต้องไปให้มันไกลกว่านี้ ไม่เพียงไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างที่เคยเป็น แต่ควรจะไปข้างหน้าพร้อม ๆ กันให้ได้ด้วย…ถ้าจะให้ดี 

“สำหรับวิกฤติครั้งนี้ ผมยังถือว่าเราโชคดีที่มันเป็นวิกฤติสุขภาพ ต้องบอกก่อนว่า ความเสี่ยงหรือวิกฤติ มันมาได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย หรือภัยธรรมชาติ ซึ่งเจ้าภาพหลักในการรับมือก็จะต่างกันไป แต่ครั้งนี้เมื่อเป็นวิกฤติสุขภาพ เราโชคดีเพราะเรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์และระบบสาธารณสุขที่ดี เราเลยรับมือได้ดี  ในขณะที่กลไกรัฐในด้านอื่น ๆ เรายังคงเห็นความไม่มีประสิทธิภาพอยู่มาก โดยเฉพาะระบบราชการที่มันมีปัญหา เทอะทะ ล่าช้า รวมศูนย์ แต่กลับขาดประสิทธิภาพ คือการที่ราชการรวมศูนย์มาก ๆ ทำให้ส่วนกลางเอาอำนาจมาไว้ที่ตัวเองหมด ไม่ได้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเท่าที่ควร การตัดสินใจทำอะไรต่าง ๆ จึงทำได้ช้า งบประมาณไม่พอ บุคลากรไม่พอ”

“ส่วนในแง่ทางสังคม ผมว่าที่เราควบคุมตัวเลขจำนวนผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อได้ดี เพราะสังคมให้ความร่วมมือด้วยนะครับ ที่ผ่านมาเรามักจะบอกว่า คนไทยสบาย ๆ ชิล ๆ ไม่มีระเบียบวินัย ปรากฏว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ละ กลายเป็นว่าคนไทยมีวินัยมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเรามีปัญหาอย่างอื่นมาก่อน เช่น ปัญหาฝุ่น มลภาวะ ทำให้เราตื่นตัวเรื่องการใส่หน้ากากป้องกัน ไม่ได้รู้สึกว่าการใส่หน้ากากเป็นเรื่องผิดปกติ  เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ดังนั้นการที่ประชาชนให้ความร่วมมือได้ดีในทุก ๆ ภาคส่วนเลย ตรงนี้ผมคิดว่าเราควรขอบคุณสังคม สำหรับผม สังคมทั้งหมดนั่นแหละเป็นฮีโร่” 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่อาจารย์ประจักษ์พูดถึงเรื่องพลังของคนในสังคม หากแต่เขาหยิบยกเรื่องนี้มาพูดอยู่บ่อยครั้งในโลกโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ด้วยเช่นกัน อาจเป็นเพราะสังคมในนั้นมีการบอกเล่าปัญหาและหาทางช่วยเหลือกันไม่เว้นแต่ละวัน บางปัญหาที่ซุกซ่อนไว้ ก็มีคนกล้าหยิบมาพูดในทวิตเตอร์นั่นแหละ 

“วิกฤตินี้มันทำให้เห็นเลยว่า สุดท้ายคนที่ช่วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพกลับเป็นภาคประชาชน กลายเป็นว่า พลังทางสังคมครั้งนี้เข้มแข็ง แล้วมาช่วยบรรเทาเยียวยาความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐอีกที ดังนั้นเราจะเห็นเลยว่า หลายองค์กรทางสังคม พลังทางสังคมกลับมามีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดเลย เช่น วัด มาทำโรงทาน หรือเครือข่ายศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ละที่มาช่วยกันเปิดพื้นที่ให้คนฝากร้าน”

“หรือแม้แต่ชุมชนเมืองที่คนบอกว่าไม่สนใจซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างอยู่ แต่เราพบว่าเขาช่วยกันเยอะมาก ร้านอาหารแถวบ้านผมมีการทำอาหารฟรีให้คนมารับไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพลังทางบวกที่ดีมาก แต่มันก็สะท้อนให้เห็นไปด้วยในตัวว่ารัฐล้มเหลวยังไง เพราะหลายเรื่องก็มีคำถามว่าทำไมรัฐไม่ทำเอง เช่น เรื่องการแจกอาหาร แต่รัฐไปเน้นการใช้กฎหมาย แล้วบางทีไปตีความกฎหมายแบบคับแคบ ไม่มีมนุษยธรรม หรือเถรตรงเกินไป พอมีคนไปแจกอาหารก็ไปห้าม เพราะกฎหมายไม่ให้ทำ แทนที่รัฐจะเป็นกลไกไปช่วยเขา เพื่อทำให้การแจกอาหารมันปลอดภัย แต่รัฐเคยชินกับการใช้อำนาจในการห้ามคนทำนั่นทำนี่”

“ในภาวะปกติ เราอาจจะเห็นพลังทางสังคมแบบนี้ได้น้อย แต่ตอนนี้เราเห็นแล้ว เราก็ควรต้องไปเสริมสร้างมากขึ้น ทำให้เป็นพลังทางสังคมแบบ โซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่เป็นเครือข่ายทางสังคมจริง ๆ แล้วใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากจริงๆ ทำยังไงเราจะทำให้มีการรวมกลุ่มแบบนี้มากขึ้น แล้วสามารถทำงานได้นอกเวลาวิกฤติด้วย ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤติ” 

แน่นอนว่า ช่วงวิกฤติที่ผ่านมา เราได้เห็นกับตาแล้วว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้มากมายและหนักหน่วงเพียงใด เรื่องนี้ได้รับการอธิบายว่า 

“เพราะบ้านเราเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เมื่อโดนโควิดโจมตี ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจะหนักหน่วงรุนแรง เพราะคนที่เป็นฐานล่างของสังคม หรือคนจน มีเยอะมาก ซึ่งคนเหล่านี้แทบไม่มีเงินเก็บเงินออม ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า social safety net ดังนั้นเมื่อเขาต้องหยุดงาน กิจการปิด หรือเมืองถูกล็อกดาวน์ คนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบอย่างสูงทันที เมื่อคนส่วนใหญ่ของสังคมได้รับผลกระทบ รัฐจะต้องใช้งบประมาณเยียวยาเยอะมากกว่าสังคมที่มันมีความเหลื่อมล้ำในระดับต่ำ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันจึงทำให้การเยียวยาประชาชนมีความลำบากมาก เพราะเม็ดเงินที่ต้องเทลงไป มันมหาศาล”

“แต่สิ่งที่ตามมาจากสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงก็คือ การขาดความเข้าอกเข้าใจกัน เราจะเห็นว่ามีช่องว่างของความไม่เข้าใจกันสูง แล้วก็นำมาสู่การเหยียดหยาม เช่น มีทัศนคติที่เหยียดหยามคนจน มองว่าก็คุณพ่ายแพ้เอง คุณไม่ขยัน คุณไม่อดออม พ่ายแพ้ก็ต้องยอมรับชะตากรรม กระทั่งมีการไล่ให้คนไปตาย มันคล้ายๆ กับหนังเรื่อง Parasite ที่เราจะเห็นว่า คนไม่เข้าใจกันเลย เพราะมีชีวิตคนละแบบ และชีวิตคนละแบบที่ว่า เมื่อเกิดวิกฤติโควิด คุณก็รับมือกับสถานการณ์ได้ไม่เท่ากัน เพราะความทุกข์ของคนมันไม่เท่ากัน ในสังคมที่มันมีความเหลื่อมล้ำสูง มันจึงยากที่คนที่อยู่ข้างบนของพีระมิด จะเข้าใจความทุกข์ของคนที่อยู่ข้างล่าง” 

หากรับฟังจากสุ้มเสียงของสังคม หลายคนเริ่มส่งเสียงบอกกล่าวว่า คิดถึงวิถีชีวิตแบบเดิม แต่หลังจากวิกฤติถาโถมโหมกระหน่ำถึงเพียงนี้ เปิดเผยให้เห็นสารพัดปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ถึงระดับนี้ อาจถึงเวลาที่เราต้องพร้อมยอมรับว่า เราอาจจะมีชีวิตที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้วก็ได้ 

“เอาจริง ๆ ผมกลัวว่า เราจะพยายามกลับไปเป็นเหมือนเดิมน่ะสิ เพราะถ้ากลับไปเป็นเหมือนเดิมนี่คือแย่นะ ถ้ากลับไปแค่นั้น ผมว่ามันลำบาก เพราะมันไม่ใช่สภาพที่เราควรกลับไป เนื่องจากสังคมเราก็มีปัญหาอยู่แล้วในหลายเรื่องอย่างที่บอก คือถ้าให้ดี มันต้องทำให้เห็นว่า เมื่อพ้นวิกฤติครั้งนี้ไป เราจะสร้างสังคมใหม่ที่มันดีกว่าเดิมได้ยังไง”

“เพราะอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้คนก็ดิ้นรนเยอะมากอยู่แล้วที่จะเอาชีวิตรอดเดือนต่อเดือน มันไม่มีทางอยู่แล้วที่คุณมีรายได้ 9,000 บาทต่อเดือน แล้วจะมีชีวิตที่ดีได้ แต่คนไทยจำนวนมากมีสภาพแบบนั้น พอมาเกิดโควิดกระแทกเข้าไปอีกแล้วต้องล็อกดาวน์ มันทำให้คนจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอยู่ก่อนหน้านี้ กลายเป็นว่าชีวิตเขาก็ร่วงหล่นเลย กลายสภาพต้องมาเข้าแถวรอรับอาหารบริจาค” 

โควิด-19 ไม่ใช่เรื่องที่จะผ่านพ้นไปชั่วข้ามคืน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะต้องตื่นมาพบกับอะไรบ้างในวันพรุ่งนี้ แต่ทุกวันที่เราตื่นขึ้นมา อย่างน้อยก็ขอให้เป็นการตื่นที่ทำให้เราตาสว่าง ตื่นมาพร้อมกับความหวัง…ที่ไม่ยากเกินกว่าที่เราจะกล้าหวัง

“ผมหวังว่าวิกฤติครั้งนี้มันจะทำให้เห็นกันมากขึ้นว่า สังคมที่มันอยู่กันแบบปัจเจกสุดขั้ว เป็นสังคมที่อ่อนแรง เพราะทุกคนอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน แสวงหาความสำเร็จของฉันตามลำพัง เร่งรีบเอาชนะทุกคนไปอยู่ในจุดที่ชีวิตจะสะดวกสบายมากที่สุดเพียงคนเดียว จริง ๆ  แบบนี้ไม่ใช่ชีวิตที่ดีหรอก เพราะจริง ๆ แล้วเราอยู่ได้เพราะครอบครัว เพื่อน เพราะคนในสังคมที่เรามองไม่เห็น ที่เติมเต็มชีวิตเรา นักคิดบางคนบอกว่า เวลานี้มันทำให้เราตระหนักถึงการพึ่งพาทางสังคมมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราอาจจะมองข้ามมันไป”

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ทำให้ชีวิตใครร่วงหล่นโดยไม่มีอะไรรองรับ…บางที นี่อาจจะจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีกว่าเดิม

Related Posts