“เป็นบทเรียนที่ไม่ควรเสียเปล่า และเราควรเรียนรู้จากมัน”

The Action 001 : The Beginning of the End
“เป็นบทเรียนที่ไม่ควรเสียเปล่า และเราควรเรียนรู้จากมัน” – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

หากจะมองจากตราชั่งที่เข็มไม่ได้เอนเอียง เราคงต้องยอมรับกันตามความจริงว่า โควิด-19 เข้ามาเปิดเปลือยให้เห็นการทำงานของภาครัฐอย่างถึงเนื้อถึงแก่น ที่ไม่ว่าแตะลงไปยังจุดใด ก็ล้วนแต่เห็นปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรมมายาวนาน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ทำให้เขาได้สัมผัสกับปัญหาอย่างใกล้ชิด และเตรียมนำเสียงสะท้อนส่งไปให้ถึงสภา รวมถึงต่อยอดให้เห็นทางออก ในวันที่จะสามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญได้ตามปกติอีกครั้ง 

แต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง The Reaction ชวนเขามานั่งสนทนากันถึงบทเรียนที่เราได้รับจากโควิด-19 และสิ่งที่เขาชวนให้มองไกลไปข้างหน้า

“รัฐบาลพยายามบอกว่าให้เราตั้งการ์ดไว้ การ์ดอย่าตก แต่ในขณะเดียวกันมันต้องชกไปด้วย มันต้องชกความหิวโหย ชกความยากจน ชกความยากลำบากที่ประชาชนเขาไม่สามารถทำมาหากินได้ เวทีมวยของประเทศนี้ สำหรับบางคนสามารถรอเป็นเจ็ดปีโดยที่ไม่ต้องมีรายได้ก็สามารถอยู่ได้ บางคนเจ็ดเดือนก็ยังอยู่ได้ บางคนเจ็ดวันยังอยู่ได้ แต่บางคนถ้ามีเจ้าหนี้อยู่นอกห้องพร้อมไม้จะมาฟาดคุณแล้ว เจ็ดนาทีบางทีเขาก็รอไม่ได้” พิธาให้ความเห็นเอาไว้ในวันที่ประเทศยังถือกุญแจของการล็อกดาวน์ และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังทำหน้าที่อยู่อย่างเข้มข้น ซึ่งพิธาเล่าว่า จากการลงพื้นที่แต่ละครั้ง เขาได้เห็นทั้งความห่อเหี่ยวและความแช่มชื่นที่ทำให้หัวใจกลับมาฟู จากการไม่ยอมแพ้ของประชาชน”

“เรามีปัญหาอยู่หลายเรื่อง ในแง่ของสวัสดิการที่ไม่ครอบคลุม รวมทั้งความเหลื่อมล้ำ การที่คนกลุ่มหนึ่งต้องทุกข์กับการที่ไม่รู้ว่าวันนี้เราจะมีกินไหม หรือต้องไปรอรับอาหารที่ไหน มันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้จริง ๆ เพราะเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่จะเข้าถึงอาหาร สิทธิที่จะเข้าถึงการทำงาน สิทธิที่จะเข้าถึงสาธารณสุข ผมว่าสามเดือนผ่านไปวางแผนกันไม่ได้ ไม่ว่ากัน เยียวยากันไม่ได้ ไม่ว่ากัน แต่ในอีกร้อยวันข้างหน้าผมคิดว่าไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวที่จะวางแผนให้ดีขึ้น”

พิธาสะท้อนให้เห็นข้อดีและข้อเสียของมาตรการที่ออกมาโดยรัฐบาล ข้อดีที่เขาเห็นด้วยคือการเลือกสุขภาพมาก่อนในช่วงที่มีการระบาดสูงสุด แต่การเน้นมาตรการสาธารณสุขมากเกินไปจนตาชั่งเริ่มเอียง ก็พลอยทำให้คนที่ไม่อยู่ในกลุ่มสุ่มเสี่ยงออกไปทำงานไม่ได้ จึงต้องมีมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจและสวัสดิการ ที่กลายเป็นปัญหาตามมา เพราะการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึง 

“เมื่อวิกฤติมาก็เป็นโอกาสที่เราเห็นได้ชัดว่าจุดอ่อนเราอยู่ตรงไหนบ้าง”

พิธาชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ไล่มาสามระดับ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ โครงสร้างของรัฐ และกระบวนการ

“ยุทธศาสตร์ยี่สิบปีของประเทศที่ได้คิดมา แน่นอนว่ามันต้องมีเรื่องความมั่นคงเกี่ยวข้องด้วย ผมไม่แน่ใจว่านิยามคำว่ามั่นคง คือมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการทหาร แล้วมันยืดหยุ่นพอจะคำนึงถึงความมั่นคงทางสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมอย่างที่เราเผชิญอยู่ภายในสองสามเดือนนี้หรือไม่?  ถ้ามันไม่พร้อม การที่ทำให้มันเป็นกฎหมาย และมันทำให้รัฐบาลหรือข้าราชการไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะที่เราเรียกว่ามันเป็นสิทธิพื้นฐานในแง่ปัจจัยสี่ ซึ่งในแง่ยุทธศาสตร์ผมมองว่ามันมีปัญหาแล้ว”

“ในแง่โครงสร้างของรัฐ ก็เห็นชัดแล้วว่ามันรวมศูนย์เกินไป พอทุกสิ่งต้องกลับมาอยู่ที่การตัดสินใจของหน่วยงานรัฐกลาง มันก็ไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นได้ดีพอ แล้วก็มาเรื่องนโยบายหรือกระบวนการ ในเรื่องความพร้อมทางด้านดิจิทัล การรวบรวมข้อมูล ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ อย่างสิงคโปร์เขาใช้การเยียวยาแบบถ้วนหน้า เขาสามารถทำได้ในวันเดียวเมื่อครม.เคาะ เพราะเขามีบัญชีเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของคนทั่วประเทศ แต่ของประเทศไทยพร้อมเพย์มีแค่ยี่สิบแปดล้านคนจากหกสิบกว่าล้านคน เรียกว่าก็ยังไม่ถึงครึ่ง ฐานข้อมูลเอย สถิติเอยที่มันเกิดความซับซ้อน ซึ่งควรต้องมาบูรณาการครั้งใหญ่ของระบบทั้งรัฐและเอกชน” 

หันมามองด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นศึกใหญ่

“ตัวเลขหลาย ๆ ตัวบอกผมว่ามันอาจจะแย่กว่าตอนที่เป็น Great Depression ปี 1930 ด้วยซ้ำ เป็นวิกฤติระดับโลก ก็เกรงว่ากราฟทางเศรษฐกิจจะไม่ได้เป็นตัว V อย่างที่เคยเป็นมาในวิกฤติก่อน ๆ มันอาจจะเป็นตัว L ก็ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเยอะ ทั้งการส่งออก การนำเข้า และการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งสิ้น ซึ่งทั้งทางรัฐบาลและผู้แทนราษฎร ข้าราชการทุกคน ต้องมานั่งคิดกันในเรื่องของเศรษฐกิจมากขึ้น”

ถึงตรงนี้เราอดไม่ได้ที่จะถามถึงโอกาสของประเทศไทย ในการที่จะแสดงศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลก ดังที่หลายคนคาดหวัง ด้วยมองว่าในอนาคตอาจเกิดความขาดแคลนด้านอาหาร ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในภาคเกษตรกรรม พิธาให้ความเห็นว่า 

“ผมคิดว่าความมั่นคงทางอาหารจะเป็นวาระใหญ่ของทุกชาติทั่วโลก เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีสิงคโปร์ก็ออกมายืนยันกับประชาชนชาวสิงคโปร์ว่าจะมีอาหารที่เป็นปัจจัยหลัก ๆ มาจากต่างประเทศ ไม่ต้องกักตุน ส่วนใหญ่เขาบอกว่าจากนิวซีแลนด์ ลาว พม่า ไม่มีชื่อไทยอยู่ในนั้น” 

จากชื่อที่ไม่อยู่ในลิสต์ คำตอบนี้ทำให้เราต้องหันกลับมาตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตร ที่การจะได้ปรากฏตัวในเวทีโลกนั้นต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะ GAP, GMP, GMO Free, Gluten Free และมาตรฐานอื่น ๆ 

“ผมมั่นใจว่าอีกหน่อยจะต้องมี Covid Free เป็นมาตรฐานที่บอกว่าผักผลไม้ ไข่ไก่นี้มาจากพื้นที่ปลอดโควิดเรียบร้อยแล้ว ถ้าตรงนี้เราคิดได้ก่อน เราพร้อมได้ก่อน เรานำเสนอกับต่างประเทศได้ว่าเรามีมาตรฐานในการควบคุมเกี่ยวกับสุขภาพ เราน่าจะสามารถทำได้ ซึ่งมันมีสี่สิบกว่าจังหวัดที่ไม่ได้มีการแพร่เชื้ออย่างหนักและเหมาะกับการเป็นพื้นที่ทางการเกษตร”

“เรื่องที่สองคือว่า สิ่งที่จะทำให้การปฏิรูปการเกษตรเป็นไปได้คือเราต้องพึ่งเกษตรกร ซึ่งปัญหาที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่าเกษตรกรเราเป็นผู้สูงอายุเสียส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้โครงสร้างสังคมมันเปลี่ยน การทำงานในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ ๆ เริ่มไม่มั่นคง ผมมองว่าคนที่เคยทำงานอยู่ในระบบโรงงานหรือบริษัท ที่คุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาตร์ในการคำนวณ เมื่อกลับไปทำการเกษตร เขาพร้อมที่จะเป็น smart farmer แล้ว  อย่างที่ทุก ๆ รัฐบาลพยายามเอาคนกลับเข้าภาคการเกษตร”

“ แต่ต้องเข้าใจการทำเกษตรแบบแม่นยำ รู้ว่าการลดต้นทุนคืออะไร เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์คืออะไร ผลิตผลคืออะไร ซึ่งผมว่านี่มันเป็นโอกาสพอที่จะทำให้ทั้งในแง่การตลาด การสร้างแบรนด์ และในแง่การสร้างความสามารถในการบริหารจัดการ เกิดขึ้นในภาคการเกษตร ซึ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ผมคิดว่าการท่องเที่ยวก็เกี่ยวข้องด้วย นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ในการผลักดันการท่องเที่ยวเมืองรองที่แทบจะไม่มีผู้ติดเชื้อเลย เป็น wellness tourism และช่วงนี้อาจจะกลายเป็นโอกาสในการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากจริงๆ”

นอกจากโอกาสในการสร้าง ‘ครัวปลอดภัย’ พิธายังมองไกลไปถึงทรัพยากรที่เมืองไทยมีพร้อม และต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวซึ่งสามารถเปลี่ยนบริบทจาก Amazing Thailand เป็น Healthy Thailand ได้ 

“สมุนไพรของไทยเรามีพร้อม มีเรื่องอาหารการกินที่ไม่ได้เพิ่มไขมัน ไม่ได้เพิ่มโรคเบาหวาน ไม่ได้เพิ่มโรคหัวใจด้วย แล้วยังมีโรงพยาบาลระดับโลก มีบุคลากรแพทย์ระดับโลกที่อยู่ในประเทศไทย ก็จะสามารถเปลี่ยนวิธีการมอง การทำธุรกิจการเกษตร และการท่องเที่ยวไปในตัวเดียวกัน และจะสามารถทำให้กราฟตัว L ที่ผมพูดในตอนแรก กลายเป็นตัว U หรือเป็นตัว V ได้ อันนี้เราบอกไม่ได้ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น”

ส่วนการจะวางตัวเองเป็น hub ด้านสาธารณสุขนั้น พิธาเห็นด้วยว่าในวิกฤตินี้ บริการด้านสาธารณสุขได้แสดงฝีมือเต็มที่ แต่ยังขาดการสนับสนุนที่ดีพอ “เรามีเรื่องหน้ากากที่หมอต้องมานั่งตัดเย็บเอง มีหมอที่ต้องเอาเสื้อกันฝนมาใส่แทนชุด PPE เพราะฉะนั้นเมื่อจะพูดเรื่องนี้จึงต้องลงรายละเอียด ไม่ได้พูดแค่ภาพรวมอย่างเดียว ต้องพูดไปถึงระดับจังหวัดที่สาธารณสุขที่มีปัญหา อย่างสมุทรสาคร ระนอง บึงกาฬ แม่ฮ่องสอน สตูล เหล่านี้เป็นจังหวัดที่ได้รับความช่วยเหลือจากสาธารณสุขน้อยมาก 

“เรื่องของการวิจัยพัฒนายาและวัคซีนก็งบประมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศ สถาบันวิจัยวัคซีนปีที่แล้ว เราได้สี่สิบสามล้าน ปีนี้เราได้ยี่สิบเจ็ดล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลอังกฤษเพิ่งทุ่มงบวิจัยสี่สิบสองล้านปอนด์ คูณเร็ว ๆ ก็หนึ่งพันหกร้อยล้านบาท”

“ใช่ครับ เรามีบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละและควรได้รับการสรรเสริญ แต่ในขณะเดียวกันเขาควรได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ เขาควรที่จะมีห้องวิจัยระดับโลก มีมาตรการจูงใจที่จะดึงคนเก่ง ๆ จากทั่วโลกมารวมกันอยู่ที่เมืองไทยตอนนี้เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน  เพราะว่าโลกระบาดที่เรากำลังเจออยู่อาจจะไม่ใช่โรคสุดท้ายที่เราจะเจอในรอบสิบปีข้างหน้าหรือยี่สิบปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น Health Tech, Agritech หรือ Tourism  แบบใหม่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี และจะเป็นการลงทุนที่ไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแน่นอน เพราะมาตรการในการดูแลโควิดที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประเทศที่ทำได้ดีคือประเทศที่เคยผ่านซาร์สมาก่อน คือประเทศที่เคยผ่านเมอร์สมาก่อน ประเทศที่ผ่านอีโบล่ามาก่อน เขาถึงได้มีบทเรียน ตอนนี้เรามีบทเรียนแล้วเราไม่ควรให้มันเสียเปล่า”

แต่การจะบูรณาการภาคส่วนต่าง ๆ ดังที่ว่ามา ต้องอาศัยเสถียรภาพและความร่วมมือของภาคการเมืองที่ต้องกระชับพอ แม้ตำแหน่งแห่งที่ของพิธาจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ฝ่ายค้าน เขาก็มองว่านี่ควรจะเป็นเวลาแห่งการหันหน้าเข้าหากัน

“ผมคิดว่ามันเป็นบททดสอบของความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และเป็นการทดสอบวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมหรือแบบหัวก้าวหน้า ที่จะปักธงทางความคิดในการแก้ปัญหาเมื่อเจอวิกฤติที่มองคู่ต่อสู้ไม่เห็น และเป็นสงครามที่คนควรจะอยู่ฝั่งเดียวกัน แต่มันก็มีเรื่องผลประโยชน์ เรื่องของอำนาจ ตกลงการเมืองมันเป็นเรื่องของการแบ่งทรัพยากรให้ใคร เมื่อไร หรือว่ามันเป็นการรักษาอำนาจกันแน่ มันเป็นสิ่งที่ประชาชนจะถามถึงว่านิยามของการเมืองที่ถูกต้องคืออะไร ก็อาจจะเป็นภาพในการเมืองที่เราจะเห็นต่อไปได้”

“ในวิกฤติที่เกิดขึ้นซึ่งนำมาถึงปัญหาต่าง ๆ ผมคิดว่าถ้าเราได้เตรียมตัวดี ๆ วางแผนดี ๆ ร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ปัญหา มันจะผ่อนหนักเป็นเบาได้ สามารถที่จะบริหารจัดการได้ โดยที่เราต้องยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง เผชิญหน้ากับความจริงอย่างไม่คิดจะหลอกประชาชนหรือหนีจากปัญหา ต้องมองไปที่ปัญหาตรง ๆ แล้วก็ย่อยมันออกมาเป็นข้อ ๆ ว่าสิ่งสำคัญมันคืออะไร กินข้าวทีละคำ จิบชาทีละถ้วย เพื่อที่จะสามารถแก้ปัญหาเป็นข้อ ๆ ไปได้”

“ภาพที่ผมเห็นเวลาที่เข้าไปในชุมชน ประชาชนเขายังมีรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าในใจเขายังสู้อยู่ เขายังมีหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีมากกว่าเดิม คนที่ยังมีชีวิตปกติ ยังได้รับเงินเดือนเท่าเดิม รายได้ไม่ได้ลด คุณก็ควรคิดถึงคนอื่นมาก ๆ พยายามมองซ้ายมองขวาและช่วยเหลือคนอื่นให้มากขึ้น ผมคิดว่ามันจะทำให้จิตใจเราฟูขึ้นมาใหม่ และมีกำลังใจที่จะสู้กับวิกฤติต่อไปได้”

“ส่วนคนที่ยากลำบากและไม่มี ผมคิดว่าควรที่จะส่งเสียงออกมาให้ดัง แล้วคนอย่างพวกผมจะเป็นคนที่เอาเรื่องของเขามาส่งต่อผ่านสื่อมวลชน ผ่านสภา เพื่อให้คนที่เขามีอำนาจได้ยินว่าเขาต้องการที่จะได้รับการแก้ปัญหาจริง ๆ ฉะนั้นถ้าเรารู้หน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ทอดทิ้งใคร ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรารู้จักหรือคนที่เราไม่รู้จักก็ตาม ผมก็คิดว่าเราจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน”

Related Posts