โควิด-19 บทเรียนและเสียงเล่าแห่งความทุกข์ยาก

The Action 001 : The Beginning of the End
โควิด-19 บทเรียนและเสียงเล่าแห่งความทุกข์ยาก – ประชาชน

ถึงจะไม่อยากจำ แต่ชื่อ ‘โควิด-19’ คงอยู่ในความนึกคิดของคนไทยหลายต่อหลายคนไปอีกนาน…

นับตั้งแต่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้ บุกตรึงประเทศไทยช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ดูเหมือนว่า วิถีชีวิตคนไทยเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ หลายเรื่องเป็นประสบการณ์ใหม่ และอีกหลายเรื่อง กลายเป็นความทุกข์ยากในการดำรงชีวิตไปในเวลาอันรวดเร็ว

ภาพที่เมืองทั้งเมืองหยุดนิ่ง ผู้คนต้องอยู่กับบ้าน ถนนหนทางว่างเปล่า บริษัท ห้างร้าน รวมทั้งหน่วยงานธุรกิจน้อยใหญ่  พากันประกาศ ‘หยุดทำการ’

 ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้คนในสังคมทันที โดยเฉพาะกับคนทำงานตัวเล็ก ๆ ประเภท ‘หาเช้ากินค่ำ’ วิกฤติครั้งนี้ เขย่าความมั่นคงในชีวิตพวกเขาอย่างรุนแรง

ในห้วงยามแห่งสุญญากาศกว่า 2 เดือน คนเหล่านี้ใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างไร ประการที่สำคัญกว่านั้น, บทเรียนสำคัญที่มากับวิกฤติที่ไม่ค่อยมีใครอยากจำนี้ มีเรื่องราวอะไรบ้าง ทั้งหมดกำลังจะถูกถ่ายทอดนับจากนี้…

ปฐมบทแห่งสงครามเชื้อโรค ทำลายรายได้ไม่เหลือหรอ 

ปลายเดือนมีนาคม หลังการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินของภาครัฐ เมืองที่เคยเคลื่อนไหว กลับกลายเป็นหยุดนิ่ง เมื่อผู้คนไม่ออกจากบ้าน อาชีพขับรถรับจ้างก็เหมือนเป็นอัมพาตทันที 

“วันที่แย่ที่สุดคือไม่ได้เลยสักบาท” ขจรศักดิ์ สืบสุข คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง วัย 52 ปี เริ่มต้นบอกเล่าถึงสถานการณ์ย่ำแย่ในอาชีพของตัวเองให้ฟัง “เมื่อก่อนวิ่งรถได้วันละเกือบพัน เดี๋ยวนี้เฉลี่ยเหลือวันละสองร้อย เท่านี้ก็ดีใจแล้ว”

ขจรศักดิ์เล่าว่า นับตั้งแต่โควิด-19 ระบาดหนัก ผู้คนอยู่กับบ้านเกือบ 100% รายได้จากการวิ่งรถของเขาเรียกว่าดิ่งเหว ปกติวินมอเตอร์ไซค์แถวสยามสแควร์ ขึ้นชื่อเรื่องความคึกคักและทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ช่วง 2 เดือนมานี้ สยามสแควร์ไม่ต่างอะไรกับเมืองร้าง

“ชีวิตนี้เจอมาทุกวิกฤติ น้ำท่วมใหญ่ก็เจอ ม็อบก็เจอมาทุกสี สมัยม็อบมา ลูกปืนยังไม่เคยกลัวเลย แต่ไอ้นี่ (โควิด-19) โคตรน่ากลัวเลย ระวังทุกอย่างเลยตอนนี้ ระวังไม่พอ ระแวงด้วย” ขจรศักดิ์เล่าพลางหัวเราะปลงๆ 

อารมณ์เดียวกันกับ พงษ์พัฒน์ ทองเดือน คนขับรถสามล้อรับจ้าง วัย 47 ปี เขาบอกว่า ขับรถหาเลี้ยงชีพมา 20 กว่าปี ไม่เคยเจอวิกฤติอะไรหนักหนาเท่านี้ ต้องหยุดวิ่งรถไปเป็นเดือน เพราะไม่มีผู้โดยสาร แต่หลังจากที่กลับมา รายได้ก็ไม่ดีเท่าเดิม วันนี้ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 กระทั่งเที่ยงกว่า ๆ ยังไม่มีรายได้เข้ากระเป๋าแม้แต่บาทเดียว

“เหนื่อย แต่ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร อายุปูนนี้ จะไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่ได้แล้ว” พงษ์พัฒน์บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

อีกหนึ่งรายที่เจอวิกฤติรายได้หดหายอย่างหนัก เธอคือ นางเฉียง แปลงจอมพล หรือ ป้ารุก หญิงวัย 53 ปีที่ยึดอาชีพขายล็อตเตอรี่มา 20 ปีเศษ แต่เกือบ 2 เดือนมาแล้ว ที่ทางการประกาศหยุดการออกผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ผลกระทบจึงมาตกที่เธอเต็ม ๆ รายได้ที่เคยมี กลายเป็นศูนย์ ซ้ำร้าย หวยที่ขายก็คาแผงอยู่เป็นเดือน ๆ ถึงจะกลุ้มใจ แต่ก็ทำได้เพียงต้องอดทน

“อยู่บ้านก็พยายามประหยัดเอา เก็บผักเก็บหญ้ามาทำกินเอง ภาวนาอยากให้โควิดมันหายออกไปจากประเทศเร็ว ๆ อยากให้เศรษฐกิจกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง” ป้ารุกพูดด้วยความหวัง

มาตรการเยียวยา…ช่วยต่อลมหายใจ (ได้ไหม? และ ไปถึงไหม?)

            กว่า 2 เดือนเศษๆ ที่โควิด-19 ยึดเมือง หนึ่งในมาตรการช่วยต่อลมหายใจของผู้คน คือตัวเลข 5,000 บาท อันเป็นเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ทว่าจากมาตรการดังกล่าว กลายเป็นทั้งความสับสนในเรื่องเกณฑ์ของผู้ที่ได้รับสิทธิ์ หรือแม้แต่ความล่าช้าในการเยียวยา 

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับเงิน 5,000 บาท แต่อยากให้รัฐช่วยเหลือทุกคน เพราะต้องเข้าใจว่า วิกฤตินี้ทุกคนเดือดร้อนกันหมด” สิริชัย พิทักษ์วังเจริญ โชเฟอร์แท็กซี่ วัย 43 ปี ให้ความเห็น ซึ่งดูจะสอดคล้องกับ อภิชาติ ผิวอ่อน คนงานตกแต่งภายใน วัย 37 ปี ที่เห็นไปทำนองเดียวกันว่า รัฐควรกระจายความช่วยเหลือให้กว้างและทั่วถึงกว่านี้

 “คนงานที่ไม่ได้เงินเยียวยาก็เยอะ เขาก็บ่นกันทุกวัน อยากให้รัฐมองเห็น เพราะคนจนที่มีหนี้สินจากโควิด-19 เยอะขึ้น ผมคนหนึ่งล่ะ เพราฉะนั้น ทุกคนอยากได้เงินกันหมด จะมาเลือกให้แบบนี้ไม่ได้หรอก” อภิชาติบอก

ด้านเจ้าของร้านค้าปลีกเสื้อผ้าสุภาพสตรีอย่าง ทองสา สานอ้วน วัย 32 ปี ก็มีความเห็นเรื่องการเยียวยาของรัฐเช่นกันว่า ช่วยเหลือไม่ค่อยตรงจุดเท่าที่ควร “ผมว่ากว่า 50% ที่เงินไปไม่ถึงคนลำบากจริงๆ เช่น คนที่อยู่บ้านนอก หรือคนที่ไม่เข้าถึงระบบออนไลน์ คนเหล่านี้จะไม่ได้สิทธิ์ตรงนั้น ทางที่ดี ให้ตรวจสอบตามทะเบียนราษฎร์ไปเลยดีกว่า”

ปิดท้ายที่ เฮียตี๋ หรือ วิสัน ณรงค์แสงอรุณ เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง วัย 64 ปี มีความเห็นว่า ความช่วยเหลือจากรัฐจะมาถึงหรือไม่ ควรช่วยเหลือตัวเองดีที่สุด “พูดกันตรง ๆ นะ จะให้รัฐบาลมาช่วย มันคงจะยากนิดหนึ่ง เพราะต้องช่วยทั้งประเทศน่ะ เราต้องช่วยตัวเราเองก่อน ประคองตัวเราให้อยู่ได้ พอเราอยู่ได้ ทุกคนอยู่ได้ รัฐบาลก็อยู่ได้ อันนี้ความคิดผมนะ ถ้าผมไม่ช่วยตัวเอง ผมรอรัฐบาล 5,000 เมื่อไหร่จะได้”

เมื่อวิกฤติสิ้นสุด คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้…

ไม่ช้าก็เร็ว วิกฤติโควิด-19 ก็จะผ่านพ้นไป แต่สิ่งที่เหลือไว้ ขึ้นอยู่ที่ใคร จะเลือก ‘เก็บ’ อะไรไว้เป็นบทเรียน

 “วิกฤตินี้มันทำให้ผมภูมิใจที่สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้” เจมส์ หรือ วีรชาติ เฉียมวิจิตร หนุ่มน้อยวัย 19 ปี บอกเล่าถึงการออกมาขับรถส่งอาหารในช่วงวิกฤตินี้ให้ฟัง เจมส์เรียนด้านถ่ายภาพที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ความจริงเขาเริ่มขับรถส่งอาหารตั้งแต่โควิด-19 ยังไม่ระบาดด้วยซ้ำ กระทั่งเข้าสู่วิกฤติที่คนไม่ออกจากบ้าน รายได้จากการส่งอาหารจึงยิ่งมีมากขึ้น 

“รายได้เพิ่มขึ้นราว ๆ 50% เวลาปกติทางบ้านจะส่งเงินมาให้ แต่พอเกิดโควิด-19 ระบาด ที่บ้านก็ค่อนข้างลำบาก ขายของไม่ค่อยได้ ผมเลยเอาเงินเหล่านี้มาใช้จ่ายดูแลตัวเอง” เจมส์เล่าอย่างภูมิใจ

ด้าน โก หรือ วรุต วงษ์รัตนนพเก้า วัย 30 ปี พนักงานส่งอาหารดิลิเวอรี่เช่นเดียวกัน ก็สะท้อนมุมมองของอาชีพที่ผู้คนยกให้เป็นดาวรุ่งที่สุดในวิกฤติหนนี้ให้ฟังว่า ถึงจะมีรายได้มากขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยอยู่เหมือนกัน

“เวลาไปส่งของ เหมือนคนเขาก็กลัวเรานะ (หัวเราะ) เพราะว่าเราเดินทางส่งของไปทั่ว ลูกค้าก็จะระแวงๆ หน่อย แต่เราเองก็พยายามป้องกันตัวเอง ไปไหนก็ใส่มาสก์ มีเจลล้างมือ มีแอลกอฮอล์ติดตัวตลอดเวลา”

โกยังเล่าต่อว่า วิกฤติครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาขยันมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะเก็บเงินมากขึ้น เพราะชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ไม่รู้ว่าจะเจอวิกฤติอีกเมื่อไร ที่สำคัญอีกเรื่อง คือเรื่องงาน ต้องพยายามรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุด 

จุดนี้คล้ายคลึงกับ กิ่ง-ชลนารถ กลมสูงเนิน และ กัญ-สุภาวดี จันทรเลิศ สองสาวพนักงานฝ่ายบุคคลของธุรกิจร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง พวกเธอบอกว่า สภาวะโรคระบาดนี้ ทำให้ต้องหยุดงานไป 15 วัน และถูกตัดเงินเดือนไปครึ่งหนึ่ง แต่โชคดีที่มีเงินเก็บอยู่บ้าง ทำให้พอจะบรรเทาความเดือดร้อนของตัวเองไปได้พอสมควร

“เกือบตายเหมือนกันค่ะ” กิ่งบอก “แต่โชคดีที่มีเงินเก็บ เลยเอามาสำรองใช้ แต่ถ้ายาวกว่านี้ ตายแน่นอน” 

กัญเล่าในมุมของเธอบ้าง “อยากบอกกับทุกคนในประเทศนี้ว่าควรคิดถึงเรื่องการออมเงิน วันนั้นพอทางการประกาศว่าต้องหยุดงานปุ๊บ พนักงานบางคนร้องไห้เลย เพราะไม่มีเงินเก็บ ชีวิตเขาพังทลายเลย อยากให้ทุกคนคิดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อยก็ตาม”

‘การออม’ กลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในพิษโควิด-19 ครั้งนี้ ยืนยันอีกหนึ่งเสียงกับ ป้าตุ๊กตา หรือ ศิวาพร อ่องมี อายุ 59 ปี เจ้าของร้านขายอาหารตามสั่ง เธอเล่าว่าต้องหยุดร้านไปเป็นเดือน เรื่องรายได้ที่หดหายนั้นไม่ต้องไปพูดถึง แต่สิ่งที่ช่วยพยุงความตึงเครียด ทั้งสภาพจิตใจและสภาพการเงินในกระเป๋านั่นก็คือ เงินออมที่เก็บเอาไว้

“ปกติป้าก็ออมของป้าอยู่แล้ว อย่างป้ามีประกัน ป้าก็ส่งของป้าไป เผื่อฉุกเฉินก็ยังพอช่วยเราได้ ลูก ๆ เขาก็ทำงานกันหมดแล้ว เขาก็มีมาช่วยป้าบ้าง แต่ป้าไม่อยากรบกวนลูก เราถือว่าเรายังพอหาได้ ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยเหมือนกัน”

ป้าตุ๊กตาบอกคล้ายกับหลายคนว่า ผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ ‘หนักที่สุด’ แต่หากสมมติจะเกิดอีกในครั้งหน้า ไม่ว่าจะหนักหนาสักแค่ไหน อย่างไรก็ต้องรับมือให้ได้ 

“ถ้าเราวางแผนดี ๆ มันจะช่วยเราได้ ถึงบอกว่า ต้องเก็บเงินออมไว้หน่อย เพราะถ้าเกิดมันเป็นอย่างนี้อีก เราก็ยังมีใช้”

ชีวิตบางทีไม่มีอะไรซับซ้อน ขอแค่ปากท้องมีกิน กระเป๋าสตางค์มีเงินเก็บไว้อุ่นใจ ทว่าเรื่องที่ดูเหมือนง่าย ๆ ลงท้าย…กลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุด 

ถึงตรงนี้ ก่อนที่วิกฤติจะเดินทางจากไป คงต้องเริ่มต้นถามตัวเองกันบ้างละว่า ทุกครั้งที่เดินทางผ่านความทุกข์ยาก เราได้เก็บเอา ‘บทเรียน’ มาใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับชีวิตบ้างแล้วหรือยัง?

Related Posts