ธรรมศาสตร์และการฝากร้าน : เพจมหัศจรรย์แห่งการช่วยเหลือ

The Action 001 : The Beginning of the End
ธรรมศาสตร์และการฝากร้าน : เพจมหัศจรรย์แห่งการช่วยเหลือ – ภาวรินทร์ รามัญวงศ์

เพราะพิษเศรษฐกิจที่มากับโควิด-19 ทำให้เกิด ‘พ่อค้า-แม่ขาย’ ในโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ที่ต้องเรียกว่า กระชากเรตติ้งถล่มทลาย มาแรงแซงโค้งเพจไหน ๆ คงต้องยกให้กับ ‘เพจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน’ 

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้เพื่อน ๆ ชาวธรรมศาสตร์ได้มาขายของกันในยามวิกฤติ แต่ทำไปทำมา ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน และความแปลกไม่เหมือนใคร ทำให้ชื่อเสียงของเพจดังกล่าว ขจรขจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

“เพจนี้เกิดขึ้นจากการที่เราเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กกลายเป็นพ่อค้าแม่ค้ากันไปหมด เพราะโควิด-19 ระบาด ทำให้เขาต้องหยุดงาน ไม่มีรายได้  บางคนมีอาชีพเป็นแอร์ฯ เป็นสจ๊วต พอไม่มีบิน ทุกคนก็ต้องหาของมาขาย ทีนี้เราเป็นคนที่อยู่ตรงกลางของเพื่อนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือโพสต์ขายของ กับอีกกลุ่มที่โพสต์หาของ ด้วยความที่อยากให้เพื่อนมาซื้อของเพื่อน แต่ครั้นจะแนะนำให้ไปแอดเฟรนด์กันเอง มันก็คงยุ่งยาก โอเค งั้นเราครีเอตกรุ๊ปขึ้นมาดีกว่า โดยเอาเพื่อนทั้งสองกลุ่มมารวมกัน แล้วเราเป็นคนตรงกลางคอยดูแล”

แซน-ภาวรินทร์ รามัญวงศ์ หนึ่งในแอดมินเพจมหาวิทยาลัยธรรมศาสต์และการฝากร้าน บอกเล่าถึงที่มาของเพจสุดปังเพจนี้ เธอบอกอีกด้วยว่า ตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่โดนพิษโควิดเล่นงานเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจทัวร์ที่เคยทำอยู่ ต้องหยุดยาวไม่สามารถเดินทางไปไหนได้นั่นเอง

“ช่วงนั้นตื่นนอนขึ้นมาในแต่ละวัน ได้แต่ถามตัวเองว่า จะทำอะไรดี รู้สึกเบื่อ บ่นว่าเบื่อ ๆ วันละเป็นร้อยรอบ (ยิ้ม) แต่พอทำเพจนี้ขึ้นมา กลายเป็นว่า นอกจากจะเลิกจิตตก เลิกเครียด เรายังได้ช่วยเหลือคนจำนวนมากอีกด้วย”

“ส่วนสาเหตุที่ใช้ชื่อเพจว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน เพราะมีความรู้สึกว่า การเป็นคนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน อย่างน้อยเราจะไม่หลอกกัน ถ้าซื้อของกับคนกันเอง ที่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เราจะไม่โดนหลอก เราเชื่ออย่างนั้น (ยิ้ม) ซึ่งชื่อนี้ก็คิดขึ้นมาแบบไว ๆ ภายในสามวิ ยืนยันว่าไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น (ยิ้ม)”

 แซนเล่าต่อว่า แอดมินเพจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน มีอยู่ด้วยกัน 5 คน แต่ละคนไม่ได้มีทักษะด้านดิจิทัล หรือเป็นเซียนโซเชียลมีเดียแต่อย่างใด แต่พวกเธอใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นกันเองในการสื่อสาร สร้างให้เพจเติบโตชนิดก้าวกระโดด 

  “ถามว่าทำไมมันถึงเติบโตเร็วและมีชื่อเสียง เราคิดว่าด้วยความที่เป็นเพื่อนกันหมด บทสนทนาที่เกิดขึ้นในเพจตอนนั้น มันจึงมีความสนุก มีการแซวเล่นกัน สนุกไปเรื่อย จนกลายเป็นว่า พอมีคนรู้สึกสนุก ก็ไป invite เพื่อนให้เข้ามาในเพจนี้อีก แป๊บเดียว สองวันกลายเป็นสองพันคน ตอนนั้นก็เริ่มคิดว่า เราควรกันเอาไว้ให้เฉพาะเด็กธรรมศาสตร์เข้ามาดีไหม แต่พอคิด ๆ ดู ถ้ามีคนเยอะเท่าไร เพื่อนเราก็จะมีโอกาสขายของได้เยอะขึ้นเท่านั้น ตอนหลังเราจึงรับทุกคนเข้ามา เพื่อที่จะมาซื้อของของเพื่อนเรา”

ปัจจุบัน เพจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน มีจำนวนผู้ติดตามเกือบ ๆ 2 แสนคน ด้วยความสร้างสรรค์และฟรีสไตล์ในการซื้อขาย สินค้าในเพจจึงจัดได้ว่า ‘แปลก’ และ ‘แหวก’ ไปกว่าเพจเจ้าอื่น ๆ ยกตัวอย่าง ที่นี่มีจระเข้ขาย มีที่ดินในราคาหลายร้อยล้านบาทขาย หรือลูกปลาเก๋าตัวละไม่กี่ร้อยบาท ที่นี่ก็ยังมีขาย แอดมินสาวบอกว่า ต่อให้สินค้าจะแปลก หรือมีการซื้อขายมากมายขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปของเพจนี้ก็คือ เจตนารมณ์ในการช่วยเหลือกันในยามที่เดือดร้อน

“อย่างที่บอกไป เพจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเพื่อน ๆ เราก็ยังอยากให้เจตนารมณ์เดิมยังคงอยู่ จำได้ว่าช่วงแรก ๆ มีคนอินบ็อกซ์เข้ามาหา เขาบอกขอบคุณที่ทำเพจนี้ขึ้นมา เพราะที่ผ่านมา เขาขายของไม่ได้เลย แต่พอมาโพสต์ในเพจของเรา ทำให้เขาขายได้ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยแค่เขา แต่ยังช่วยชีวิตคนงาน ช่วยพนักงานในร้านเขาได้อีกหลายชีวิต”

“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิด ไม่เคยคิดจะได้คำขอบคุณเยอะขนาดนี้ ตอนเด็ก ๆ เราก็ฝันนะ อยากเป็นใครสักคนที่สามารถทำประโยชน์เพื่อคนอื่นได้บ้าง แต่เราก็เป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งในสังคม เราจะไปทำอะไรได้ แต่การสร้างเพจนี้ขึ้นมา มันกลับช่วยเหลือคนได้มากมาย เรารู้สึกแฮปปี้มากกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

จากจุดประกายเล็ก ๆ ของความตั้งใจดี ๆ ส่งผลให้เกิดพื้นที่แห่งการช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ แต่หากไม่นับความสำเร็จของเพจในโลกออนไลน์ แซนบอกว่า วิกฤติโควิด-19 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่วิถีชีวิตแบบดิจิทัลของผู้คนแบบเต็มตัว 

“โควิด-19 เป็นจุดที่กระตุ้นให้เกิด Digital Transformation ที่เร็วขึ้น เรามีความรู้สึกว่า ตอนนี้ทุกคนย้ายเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์กันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนอายุเท่าไรก็ตาม อย่างในเพจธรรมศาสตร์ฯ มีคุณตาอายุ 83 ก็ยังพิมพ์ข้อความคุยกันได้ แล้วทุกคนไม่ได้ซื้อขายสินค้าด้วยการเห็นหน้าร้าน แต่ทุกคนซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กันหมด ต้องยอมรับว่า ต่อไปวิถีดิจิทัลจะเข้ามาครอบเราอย่างเต็มตัว”

ถามแอดมินสาวต่อว่า โลกหลังวิกฤติโควิด-19 จะเป็นการสิ้นสุดลงของเรื่องอะไร เธอบอกว่า โลกดำเนินมาถึงจุดที่เป็นเส้นแดง หรือดำเนินมาถึงจุดโคม่า แต่โชคดีว่า โควิด-19 ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลงเสียก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เกิดมีคำถามสำคัญที่ว่า จากนี้ต่อไป มนุษย์จะมีวิถีชีวิตกลับไปสู่ ‘โคม่า’ อีกหรือเปล่า

“ที่ผ่านมา เราทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วัน ๆ หนึ่งเราสร้างคาร์บอนฯ ออกมาตั้งเท่าไร แต่พออยู่ ๆ วันหนึ่งทุกอย่างหยุดหมดเลย เรามีความรู้สึกว่า อย่างน้อยธรรมชาติก็ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ สิ่งที่อยากบอกก็คือ เราเป็นแค่มนุษย์ เราตัวเล็กมาก ดังนั้น อย่าคิดต่อกรกับธรรมชาติ เพราะสุดท้ายแล้ว มันมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีกเยอะ”

หากวิกฤติจะเกิดขึ้นอีกในครั้งหน้า แซนบอกว่า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่ต้องเตรียมการไว้อย่างจริงจัง นั่นคือ การมีสติ พร้อมทั้งควบคุมสภาวะจิตใจให้แข็งแกร่ง เพื่อที่จะรับมือกับวิกฤติต่อไปให้ได้ แต่นอกเหนือจากการควบคุมดูแลจิตใจ การเรียนรู้ที่จะจับมือช่วยเหลือกันและกันไว้ จะทำให้เราก้าวข้ามเรื่องราวร้าย ๆ ไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 “เมื่อก่อนเราอาจจะต่างคนต่างใช้ชีวิตกันไป แต่จากการได้ทำเพจนี้ เราสัมผัสได้ว่า ทุกคนอยากช่วยเหลือกัน ถ้าเป็นไปได้ เราอยากให้เรื่องนี้กลายเป็น new normal ของผู้คนไปเลย คือตื่นนอนมาทุกวัน เราควรคิดว่า เราจะช่วยเหลืออะไรใครได้บ้าง เพราะต่อให้กลับไปสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ยังมีคนที่ลำบากอยู่ดี การช่วยเหลือกันเป็นเรื่องที่ดี อยากให้รักษาเรื่องนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อย่าหยุดช่วยเหลือกันค่ะ”

มากกว่าการฝากร้าน เพจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฯ ยังสะท้อนเรื่องราวสำคัญอย่างหนึ่งว่า ในวิกฤติ มีความช่วยเหลือ และในแผ่นดินนี้ มีน้ำใจอยู่ทุกหนทุกแห่งเช่นกัน…

Related Posts