โควิด-19 คือบททดสอบที่เราต้องผ่าน

The Action 001 : The Beginning of the End
โควิด-19 คือบททดสอบที่เราต้องผ่าน –

พริษฐ์ วัชรสินธุ

ถ้าวิกฤติโควิด-19 จะเป็นเหมือนแบบทดสอบก่อนปิดภาคเรียนเก่า เพื่อเตรียมจะขึ้นชั้นการศึกษาใหม่ในปีหน้า จินตนาการเอาว่า เวลานี้นักเรียน (ทั้งโลก) ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับข้อสอบระดับ ‘โหดหิน’ 

องค์วิชาความรู้ทั้งแบบเก่า แบบใหม่ หรือสารพัดทฤษฎีใด ๆ ต่างถูกงัดกันออกมาใช้กันทุกแขนง 

กลับมาที่ห้องสอบประเทศไทย นอกจากโจทย์จะยากเหมือนกันแล้ว ยังมาพร้อมสโลแกนใหญ่ค้ำคอ ‘ประเทศไทยต้องชนะ’ อืม…เจอประโยคทองฝังเพชรขนาดนี้ อย่างไรก็ต้องสู้กันสักตั้ง ซึ่งหากถาม ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ  นักการศึกษารุ่นใหม่ไฟแรงหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัพ StartDee  เขามีความเห็นกับแบบทดสอบว่า นี่ไม่ใช่ข้อสอบธรรมดา ๆ เนื่องจากมาด้วยความยากแบบคูณสอง

“มันคือวิกฤติสองอันซ้อนกันน่ะครับ” พริษฐ์บอก “มุมหนึ่งมันคือวิกฤติสุขภาพ ประชาชนไม่ได้รับความปลอดภัย จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ในอีกมุมหนึ่ง คือมาตรการการแก้ไข เช่น มีการปิดเมือง ทำให้รายได้ของผู้คนลดลง จึงกลายมาเป็นวิกฤติเศรษฐกิจไปด้วยอีกทาง”

ถามว่าต้องจัดการกับแบบทดสอบนี้อย่างไร พริษฐ์ตอบว่า ต้องหาความสมดุลให้ได้ก่อน จะไปทางใดทางหนึ่งแบบสุดโต่งคงไม่ได้ แต่เรื่องใหญ่กว่านั้น ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้โจทย์อย่างรัฐเอง ต่างก็มีปัญหาในการปฏิบัติงานอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล่าช้าในมาตรการการคัดกรองผู้ได้รับการเยียวยา หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ดูสับสน 

หลายคนคาดหวังถึงความรวดเร็ว และความกว้างขวางของการเยียวยา เพราะวิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติที่ผมว่าแทบจะทุกคนละครับ ที่โดนผลกระทบทางเศรษฐกิจกันหมด ดังนั้น มาตรการเยียวยาจำเป็นที่จะต้องกว้างขวาง และยิ่งไปกว่านั้น มันจำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่รวดเร็ว แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ความล่าช้าในการคัดกรองคนที่ทางรัฐมองว่าสมควรที่จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ คือมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายในการมาวางเกณฑ์ว่าใครสมควร หรือไม่สมควรได้รับ ยิ่งถ้าเป็นสถานการณ์แบบนี้ที่คนได้รับผลกระทบกันเยอะ เราจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาที่เร่งด่วนเอาไว้ก่อน

“ส่วนปัญหาเรื่องการสื่อสาร ผมว่ามีหลาย ๆ ครั้งที่เหมือนกับว่า การดำเนินการบางอย่างของภาครัฐเหมือนแยกกันทำ พอถึงเวลาประกาศอะไรออกไปสักอย่าง ทำให้การสื่อสารไม่ชัดเจน มีความกำกวม กลับไปกลับมา ซึ่งอันนี้ถือเป็นวิกฤติทางการสื่อสารเหมือนกัน ในวันที่ประชาชนกำลังวิตกกังวล กับโรคที่ไม่เคยเจอมาก่อนในประวัติศาสตร์ กลับมาเจอคำพูดที่ไม่ได้เรียกขวัญกำลังใจ แถมยังเป็นคำพูดที่สับสน หรือว่าทำให้มีข้อสงสัย ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้คือสิ่งที่ต้องปรับปรุง”

ถามพริษฐ์ต่อว่า อะไรคือสิ่งที่ควรมีในยามที่เกิดวิกฤติ เขามองว่า ในแง่ของความเป็นประเทศ เราควรจริงจังกับคำว่า รัฐสวัสดิการให้มากขึ้น 

รัฐต้องพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า ตาข่ายรองรับ หรือ Minimum safety net ให้กับคุณภาพชีวิตประชาชน นั่นหมายความว่า ทำยังไงให้ไม่ว่าวิกฤติอะไรจะเข้ามา หรือไม่ว่าชีวิตเราจะเจอมรสุมอะไร มันจะไม่ตกต่ำจนเกินไป เพราะว่ามีตาข่ายรองรับอยู่

“อันนี้หมายถึงคุณภาพชีวิตทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีงานทำ เรื่องของรายได้ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข เรื่องของบริการด้านการศึกษา ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องมาร่วมกันออกแบบกันหลังจากที่โควิด-19 ผ่านไป เราจะออกแบบระบบที่ประกันคุณภาพชีวิตประชาชนออกมาได้แบบไหน เช่น เราจะทำอย่างไรให้คนเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ ทำให้ทุกคนเข้าถึงการแพทย์ที่ดี หรือทำให้ทุกคนมีมาตรการที่รองรับในวันที่ตกงาน รวมถึงการคิดไปไกลถึงเรื่องการมี Universal basic income หรือว่าการมีรายได้ขั้นพื้นฐาน คือพูดง่าย ๆ ว่า ในวันที่เราเจอมรสุมหลาย ๆ อย่างเข้ามา มันจำเป็นไหมที่จะต้องมีเงินเดือนขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทุกคน” 

นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนเริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องการออกแบบระบบเทคโนโลยีเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำ

 แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีอย่างเขา ก็จับตามองเรื่องนี้เช่นกัน และสำหรับวันนี้ เขามีคำตอบว่า 

“สำหรับผม  วิธีเดียวที่จะทำให้เทคโนโลยีมันลดความเหลื่อมล้ำ คือต้องทำให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอุปกรณ์ ว่าทุกคนเข้าถึงตัวฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์หรือเปล่า แต่ผมหมายถึงเรื่องของความเข้าใจ และการรู้ทัน และใช้เทคโนโลยีเป็นด้วย อย่างตอนนี้เวลาเราคุยกับพ่อค้าแม่ค้าหลายคน ที่กำลังปรับตัวในช่วงโควิด เราพบว่าใครที่หันมาใช้ช่องทางออนไลน์ได้เร็วกว่า ก็จะได้เปรียบ ดังนั้น เราก็ต้องช่วยกันคิดว่า ถ้าเราผ่านพ้นวิกฤติโควิดไปแล้ว และกลายเป็นว่า ธุรกรรมหลาย ๆ อย่าง หรือเศรษฐกิจหลาย ๆ อย่างมันเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น เราจะทำยังไงให้คนที่ยังเข้าไม่ถึงอุปกรณ์เหล่านี้ เข้าถึงได้ ให้คนใช้ไม่เป็น สามารถใช้เป็นได้ ให้เขาไม่เสียเปรียบในการแข่งขันด้วย” 

‘โจทย์หินล้วนๆ’ ใครได้ฟังความคิดของพริษฐ์คงคิดในใจอย่างนั้น แต่เขาบอกว่า ถ้าไม่เริ่มต้นคิดและลงมือทำ เจอแบบทดสอบครั้งหน้า ภาพที่เห็นก็คงวนลูปอยู่อย่างนี้

“เพราะว่าวิกฤตินี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ในอนาคตเราไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเข้ามาอีก ทำอย่างไรให้เราตั้งตัวทัน ที่สำคัญ เราจะไม่ได้เห็นภาพที่ประชาชนต้องถูกพักงาน หรือต้องตกงาน ไม่ลำบากเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

ถ้าผ่าน ‘แบบทดสอบ’ ครั้งนี้ไปได้ พริษฐ์บอกว่า มันควรเป็นจุดสิ้นสุดของหลาย ๆ เรื่องราว ทั้งการบริหารราชการแบบเดิม ๆ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บข้อมูลที่ต้องมีประสิทธิภาพกว่านี้ หรือเรื่องของการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น ที่ต้องคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

 “จากนี้ไปมันควรเป็นจุดเริ่มต้นของการมาพูดคุยกัน อาจจะเรียกว่าเป็นบทสนทนาใหม่ ๆ หรือว่าข้อตกลงใหม่ ๆ เป็น new deal ไปเลยในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างรัฐสวัสดิการ หรือตาข่ายรองรับคุณภาพชีวิตประชาชน”

ปิดท้าย พริษฐ์ย้ำว่า ถ้าเราทำการบ้านได้ดีในรอบนี้ หากเจอวิกฤติใหม่ในครั้งหน้า เขาเชื่อว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน 

“เวลาที่เจอวิกฤติ ผมว่ามันทำให้ทุกคนมีความพร้อมที่จะสู้ มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น เพราะฉะนั้น เราก็ต้องพยายามที่จะใช้ทัศนคติแบบนี้ มาร่วมกันช่วยแก้ปัญหาให้ผ่านไปให้ได้”

สอบปลายภาคเรียนหนนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่บทเรียนครั้งนี้ จะทำให้ชีวิตของพวกเรา ‘แข็งแกร่ง’ ขึ้น ถ้าแบบทดสอบครั้งหน้าจะมาอีก…ก็มาดิคร๊าบ!