โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ – สนามแห่งการพลิกวิกฤติ

The Action 001 : The Beginning of the End
โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ สนามแห่งการพลิกวิกฤติ – ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล 

ในสงครามที่ข้าศึกอย่างโควิด-19 บุกเข้าโจมตีชนิดฉับพลันกันไปทั้งโลก หลายประเทศต้องประสบกับภาวะที่โรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนมากขึ้นทุกขณะได้ 

ส่องแว่นขยายเข้ามายังประเทศไทย ภาวะการณ์ที่เรียกว่า ‘วิกฤติจำนวนคนไข้ล้น’ เริ่มก่อร่างเป็นเงาราง ๆ ขึ้นเช่นเดียวกัน  หลายโรงพยาบาลเตรียมแผนสำรองรับมือ หากว่าจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจะมากขึ้นจนเกินรับไหว 

ทว่า…เป็นความโชคดี ที่เส้นกราฟแห่งความเลวร้าย ไม่ได้พุ่งทะยานจนเกินต้านไหว นอกจากจะต้องปรบมือชื่นชมในความสามารถของทีมแพทย์ พยาบาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ยังมีอีกหนึ่ง ‘ตัวช่วย’ ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระจากโรงพยาบาลหลักนั่นเอง

“ผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่ 80 เปอร์เซ็นต์คือผู้ป่วยเบา แต่ผู้ป่วยเบานี่ละครับที่มีปริมาณมากที่สุด ต่อให้รักษาหาย ก็กลับบ้านไม่ได้ เพราะยังแพร่เชื้อต่อได้อีกอย่างน้อย 2 อาทิตย์ จึงต้องกักตัว ผลลัพธ์คือโรงพยาบาลเต็ม เพราะว่าคนไข้รายเก่าหายแล้วก็ออกไม่ได้ ส่วนรายใหม่ก็มีเติมเข้ามาเรื่อย ๆ ดังนั้น ทางออกมีทางเดียว คือต้องสร้างโรงพยาบาลสนามขึ้นมารองรับ เพื่อระบายคนป่วยที่อาการดีขึ้น รักษาตัวมาแล้ว 7 วัน 14 วัน ให้มาอยู่โรงพยาบาลสนามต่อ ทำให้โรงพยาบาลจริงมีเตียงว่าง สามารถรองรับผู้ป่วยรายใหม่ได้ตลอดเวลา”

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกเล่าถึงแนวคิดในการสร้างโรงพยาบาลสนาม ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นผู้นำภารกิจสำคัญครั้งนี้ โดยประยุกต์เอาหอพักบุคลากรขนาด 14 ชั้น ที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มาดัดแปลงให้กลายเป็นโรงพยาบาลสนาม ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยกว่า 60 ชีวิต ในช่วงระยะเวลากว่า 51 วัน

“ผู้ป่วยที่มาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ทำให้การดูแลผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องยาก เราไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์การแพทย์เหมือนกับโรงพยาบาลจริง แต่สิ่งที่เราต้องเตรียมให้พร้อม คือการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โชคดีที่โครงสร้างของหอพัก เราใช้แอร์ฯ แยก ห้องน้ำแยก และพื้นไม่ใช่พรม ทำให้มีความเหมาะสมในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้

“แต่สิ่งที่เราเพิ่มเติมเข้าไป คือมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด เช่น ต้องใส่คลอรีนฆ่าเชื้อโรคที่บ่อบำบัดน้ำเสีย ทำเหมือนโรงพยาบาลจริง ๆ ตัดฟิวส์พัดลมดูดอากาศทุกตัว เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อจะไม่ลอยไปในอากาศ แล้วด้วยความที่ในอดีตที่นี่เคยใช้เป็นหมู่บ้านนักกีฬามาก่อน จึงมีพื้นที่ซักล้าง มีที่ตากผ้า ผมจึงขอกับผู้ป่วยที่มานอนโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ว่า ขอให้ซักผ้าเอง เพราะถ้าส่งออกมาซักข้างนอก มันคือของที่ต้องถือว่าติดเชื้อ ซึ่งจะเป็นความยุ่งยากในการจัดการ”

อาจารย์ปริญญาย้อนเล่ากระบวนการต่าง ๆ ของโรงพยาบาลสนามให้ฟังต่อว่า ในแต่ละวันจะมีคุณหมอมาเข้าเวรเป็นประจำ จำนวน 2 คน และมีพยาบาลอีก 5 คน มาคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งโชคดีที่ตลอด 51 วันที่เปิดทำการ ไม่เจอกับปัญหาใหญ่ ๆ ให้ต้องแก้ไขเลย

“เรามีผู้ป่วยทั้งหมด 60 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จริง ๆ จำนวน 38 คน ส่วนอีก 22 คนเรียกว่าเป็น PUI(Patients under investigated) คือเป็นคนป่วยที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีเคสร้ายแรง (ยิ้ม) แต่ตอนเปิดโรงพยาบาลสนามใหม่ ๆ ส่วนตัวมีความกังวลใจนิดหน่อย คือกลัวจะหาแพทย์-พยาบาลมาอยู่ตลอดทุกวันไม่ได้ แต่ปรากฎว่ามีคนอาสามาสมัครจนล้น เรียกว่า 51 วันแทบไม่ซ้ำกันเลย ยังแซวกันเล่น ๆ ว่า จะมาเป็นคุณหมอหรือพยาบาลที่นี่ ต้องต่อคิวยาวนะครับ”

อาจารย์ปริญญาเล่าพลางยิ้มอารมณ์ดี ในฐานะ ‘พ่อบ้านประจำโรงพยาบาลสนาม’ เขายังมีอีกหนึ่งความภูมิใจที่ได้ลงมือทำจนสำเร็จ นั่นคือ การพยายามทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการไม่สร้างขยะเกินความจำเป็นขึ้นในโรงพยาบาล 

ปฏิบัติการนี้จริงจังพอ ๆ กับการดูแลผู้ป่วย เป็นต้นว่า ขอความร่วมมือให้คุณหมอ-พยาบาล งดใช้ช้อนส้อมพลาสติก หันมาใช้ช้อนส้อมสเตนเลสที่เตรียมไว้ให้ พร้อมกับขอให้ช่วยล้างเก็บเอง นอกจากนี้บรรดาอาหารที่คนไทยใจดีนำมามอบให้ ก็ขอให้ใส่ปิ่นโตเข้ามา เพื่อเลี่ยงขยะจากกล่องโฟมพลาสติก 

และที่ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนที่มีผลต่อปริมาณขยะอย่างมาก คือการขอให้คุณหมอ-พยาบาลหันมาใช้ชุดป้องกันการติดเชื้อ (PPE) แบบที่ใส่ซ้ำได้ จากที่เคยสวมใส่ครั้งเดียวทิ้ง ก็เปลี่ยนมาใส่ชนิดที่ซักทำความสะอาดได้ และสามารถใช้ได้ถึง 20 หน ทั้งหมดถือเป็นการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกลงไปได้มากมาย

“อย่างที่เรารู้กันว่า วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ทำให้เกิดขยะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เราจึงไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ ผมเคยถามคุณหมอกับพยาบาลว่า คิดอย่างไรกับการมาทำงานที่โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์แล้วต้องล้างช้อนเอง เขาบอกว่า โควิด-19 มันมา เดี๋ยวมันก็ไป แต่โลกร้อนอยู่กับเราไปอีกนาน เพราฉะนั้น นอกจากเราจะต้องรักษาคนไข้แล้ว เราก็ควรต้องรักษาโลกนี้ด้วย”

‘เหนือโควิด-19 ยังมีภาวะโลกร้อน’ และหากว่าวิกฤติหนนี้สิ้นสุดลง อาจารย์ปริญญายังบอกด้วยว่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่ควรจะใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันให้มากขึ้น เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือตั้งกฎกติกาเสียใหม่ เพื่อให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นไปด้วยความยั่งยืน

“เราได้เห็นแล้วว่า เมื่อมนุษย์หยุดกิจกรรมในการเข้าไปรุกรานธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะฟื้นกลับมา ผมเลยมีคำถามว่า เราสร้างมาตรฐานใหม่ไปเลยได้ไหม เช่น ตอนนี้มีข่าวว่าทางกรมอุทยานฯ มีความคิดว่าจะปิดอุทยานปีหนึ่งสัก 2-3 เดือน ผมเห็นด้วยมาก หรือจะมีการจำกัดจำนวนคนเข้าด้วย อันนี้ถ้าทำได้ ผมเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมไปได้เยอะเลย”

นับถึงตอนนี้ โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ได้ปิดตัวลงไปเรียบร้อย แต่ 51 วันทำการที่ผ่านมา ทำให้ได้บทเรียนต่าง ๆ รวมถึงมุมมองดี ๆ ที่มีต่อวิกฤติครั้งนี้

“ความจริงคงไม่มีใครชอบโควิด-19 กันหรอก เพราะมันนำความตายมาให้เรา แต่ว่าทุกวิกฤติจะมีโอกาสเสมอ ถ้ามองในแง่ดี วิกฤตินี้คนไทยออกมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่แน่นอนครับ คนที่เห็นแก่ตัว กักตุนหน้ากากอนามัย กักตุนเจลแอลกอฮอล์ มันก็ยังมีมนุษย์แบบนี้อยู่ในสังคม แต่เรามองที่คนจำนวนมากดีกว่าครับ คนดีมีอยู่มากกว่า แล้วใครช่วยอะไรได้ ก็ออกมาช่วยเหลือกัน ผมว่านี่แหละคือพลังที่แท้จริงของสังคมไทย ที่มักจะแสดงออกมาทุกครั้งที่เรามีวิกฤติการณ์”

ด้วยสภาวะของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมหลีกหนีวิกฤติครั้งต่อ ๆ ไปได้ยากขึ้นในอนาคต แต่อาจารย์ปริญญาก็ยังเชื่อมั่นว่า ถ้ารู้จักใช้บทเรียนที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์ เราก็จะรับมือกับวิกฤติที่เข้ามาใหม่ได้อยู่เสมอ

“เราต้องเตรียมพร้อมครับ ผมว่าประการแรกเลยคือเรื่องอาหาร เป็นพื้นฐานเลยครับ จะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่ ต้องมีอาหาร สอง ต้องช่วยเหลือกัน อย่างที่ทำอยู่นี่ละครับ อย่ารอรัฐบาล นี่คือพลังของเรา ลงมือทำเลย และสาม มันมักจะมีคนสองกลุ่มที่เป็นปัญหา คือพวกที่ตื่นตระหนกเกินไป กับพวกที่ไม่ตื่นตระหนกสักที คนพวกนี้จะสร้างปัญหาในวิกฤติ แก้ไขได้โดย หยุดสร้างข่าวลือ และให้ข้อมูลจริงกับเขา  

“อีกเรื่องที่วิกฤติครั้งนี้เราทำได้ดี คือการใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มอะไรก็แล้วแต่ เราค้นพบว่า เป็นเครื่องมือที่ช่วยเราได้มาก ไม่ใช่แค่การขายของ แต่มันคือการสื่อสารของมนุษยชาติ แล้วที่บอกกันว่า เราควรมี Social Distancing ผมว่าเป็นการใช้คำที่ผิดไปหน่อย ควรใช้คำว่า Physical Distancing เราห่างกันแค่ทางกายภาพครับ แต่โซเชียลเราไม่ได้ห่างกันเลย ยิ่งเราทำตรงนี้ให้มีความเข้มแข็งขึ้นเท่าไร ผมคิดว่าวิกฤติจะมาอย่างไร เราก็จะรับมือมันได้ดีขึ้นเท่านั้นครับ”

รวมพลังพร้อมใจ วางแผนและลงมือทำอย่างพร้อมเพรียง วิกฤติมาเมื่อไร วิกฤติก็จะพ่ายแพ้แก่เราแน่นอน…

Related Posts