“Food for Fighters” เราทุกคนล้วนเป็นนักสู้

The Action 001 : The Beginning of the End
“Food for Fighters” เราทุกคนล้วนเป็นนักสู้ – พันชนะ วัฒนเสถียร

โดยไม่ได้นัดหมาย, แทบทุกหนทุกแห่งในโลก เปรียบเปรยบุคลากรทางการแพทย์ว่าพวกเขาคือด่านแรกในการต่อสู้ หรือ frontline worker เป็นนักสู้ชุดขาวที่ทำงานกันแบบหนักหนาสาหัส เพื่อประคับประคองทุกชีวิตในมือให้อยู่รอดปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

แน่นอนว่าไม่มีสงครามใดที่น่ายินดี แต่เราขอยกเว้นไว้สำหรับวิกฤติโควิด-19  ด้วยเหตุที่ความน่ายินดีประการหนึ่งของสงครามนี้ก็คือ นักสู้ชุดขาวไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เพราะยังมีนักสู้อีกจำนวนหนึ่งที่เป็น กองหนุนอยู่ข้างหลัง คอยหาหนทางที่จะช่วยปูทางให้ภารกิจนี้ราบรื่นที่สุด และโครงการ ‘Food for Fighters  ข้าวเพื่อหมอ’ ก็เป็นหนึ่งในฟันเฟือง ที่นอกจากจะจัดส่งอาหารไปยังบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ยังขยายการแบ่งปันไปสู่กลุ่มคนที่ขาดรายได้จากผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมถึงการอุดหนุนเกษตรกรซึ่งเป็นต้นทางของวัตถุดิบ โดยที่ผู้ประกอบการร้านอาหารก็ยังมีรายได้ให้ประคองตัวไปด้วย 

“ช่วงแรกของวิกฤตินี้มันก่อให้เกิดความทุกข์และความเศร้านะ นโยบายต่าง ๆ ที่ออกมาจากภาครัฐช้าจนน่ากลัว มันดูเหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ ไม่มีเลย ไม่มีความหวัง นี่จึงเป็นการเกิดขึ้นหรือปะทุขึ้นของคนตัวเล็ก ๆ ที่เขามิอาจจะรอความหวังจากรัฐได้ สุดท้ายพอเราตั้งสติได้ มันเลยเกิดเป็นพลังว่าต้องทำอะไรสักอย่าง”

‘Food for Fighters ข้าวเพื่อหมอ’  เกิดขึ้นภายในวันเดียวนับตั้งแต่โมเดลนี้ผุดขึ้นในความคิดของ พันชนะ วัฒนเสถียร เจ้าของร้านอาหาร ‘เป็นลาว’ ในวันที่ร้านอาหารต้องปิดให้บริการ และเพื่อนผู้ประกอบการร้านอาหารต่างก็ยังตกอยู่ในที่นั่งลำบากไม่แพ้กัน เธอต่อสายถึงมิตรสหายที่คุ้นเคย แล้วเล่าถึงโครงการที่วางโมเดลให้ร้านอาหารยังเดินต่อได้ ขณะเดียวกันก็ได้ส่งอาหารคุณภาพดีไปยังบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งกำลังทำงานกันอย่างหนัก โดยการระดมทุนเพื่อนำเงินนั้นมาเป็นต้นทุนให้กับร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ ปรุงข้าวกล่องในราคากล่องละ 50 บาท จัดส่งไปยังโรงพยาบาลซึ่งเป็นศูนย์การรักษาโรคโควิด-19 นับจากวันแรกที่มีร้านอาหารจำนวน 30 ร้าน ถึงวันที่เราได้สนทนากันนี้  Food for Fighters ข้าวเพื่อหมอ มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการราว 100 ร้าน และจัดส่งอาหารไปยังโรงพยาบาลในหลายจังหวัดตั้งแต่เหนือจรดใต้ 

“ไม่มีใครรู้หรอกว่าวิกฤติจะยืดเยื้อไปถึงไหน เราก็คิดว่า เราอยากทำสิ่งที่ถูกจริตกับตัวเองที่สุดก็คือทำอาหาร”

เมนูทั้งไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น อีสาน แทรกด้วยของหวาน ผ่านการคิดอย่างละเอียดว่าอาหารแบบนี้เหมาะกับมื้อไหน ใส่ใจไปถึงภาชนะที่ใช้เพื่อไม่ให้เกิดขยะ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นปิ่นโตเถาในภายหลัง ทั้งหมดล้วนมาจากการระดมสรรพกำลังของประชาชนและองค์กรที่สนับสนุน 

ถึงวันนี้ จากไอเดียข้าวเพื่อหมอที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนตัวเล็ก ๆ อย่างที่พันชนะย้ำอยู่หลายครั้งกลับไม่เล็กเหมือนตอนเริ่มต้น เพราะโครงการ Food for Fighters ข้าวเพื่อหมอ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยได้รับเลือกให้เข้าไปอยู่ในหนังสั้นออนไลน์ของโคคา-โคล่า ที่รวบรวมเรื่องราวเหล่าฮีโร่ในวิกฤตินี้ ชื่อ  ‘For the Human Race’ และได้เป็นหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจในโปรเจ็กต์ของเฟซบุ๊กโกลบอล ทั้งยังได้รับตรารับรองจาก UNDP (สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ) สำหรับโปรเจ็กต์นี้ด้วย

“ในนาทีนั้นไม่มีใครคิดถึงกำไรเลย ทุกคนแค่รู้สึกว่าจะหล่อเลี้ยงลมหายใจของตัวเองอย่างไร แค่ทำแล้วมีความสุข แต่ถ้าไม่ทำ มันจะฟุ้งซ่าน คิดมาก พรุ่งนี้ฉันจะเป็นยังไง ฉันจะเอาเงินที่ไหนผ่อนบ้านผ่อนรถ อย่างน้อยเดือนที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเคลื่อนไปได้ และมันมีผลทางด้านจิตใจซึ่งประเมินทางมูลค่าไม่ได้ บทเรียนที่สำคัญของวิกฤตินี้คือทุกคนต้องช่วยกัน มันคือพลังของความเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ไม่มีแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา ไม่มีแบ่งแยกว่าใครเรียนมาจากไหน อายุเท่าไร ทุกคนพร้อมจะลุย”

การจับมือกันของกลุ่มคนตัวเล็ก ส่งแรงบันดาลใจไปถึงคนกลุ่มอื่น ๆ พันชนะบอกว่าเหล่านี้ “คือความชื่นใจ” และภาพที่ผุดขึ้นต่อจากนี้ คือโครงการในอนาคตที่ต่อยอดไอเดียจากวิกฤติ ซึ่งเผยให้เห็นโอกาสใหม่ ๆ 

“ชีวิตนับจากนี้เป็นชีวิตที่เราต้องพิจารณาว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ อะไรคือสิ่งที่ไม่ต้องทำก็ได้ ไม่มีแพทเทิร์น แต่เราจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองเท่านั้น ดิฉันมองว่าทุกคนต้อง design your own way พลังของเครือข่ายที่เราได้เห็นจากโครงการนี้ ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มของโลกใหม่คือการที่คนตัวเล็ก ๆ ต้องจับมือกัน คนตัวใหญ่เขามีพลังอีกแบบหนึ่ง มีความทุกข์อีกแบบหนึ่ง คนตัวเล็กเราก็มีความทุกข์อีกแบบหนึ่งที่เราต้องฝ่าฟัน ตอนนี้ดิฉันทำเรื่องเสนอ UNDP ไปกับทางหอการค้าไทย เพื่อทำ Food for Fighters Kitchen เพราะอยากสร้างงานให้กับคนที่ตกงานจากภาคบริการและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเป็นการทำงานที่ร่วมกับชุมชนที่เป็นเกษตรกร กับเรื่อง Food for Fighters Food Truck ที่อาจจะนำวัตถุดิบชุมชนมาทำอาหารให้กับนักท่องเที่ยวแทนการเปิดร้านซึ่งมีต้นทุนคงที่”

“ดิฉันคิดว่าวันข้างหน้าไม่มีวันเหมือนเดิม เราเองก็ต้องมีอาชีพใหม่ แต่อาชีพใหม่ของเราคือการสร้างอาชีพใหม่ ๆ ให้กับคนอื่น ๆ ด้วย เพราะดิฉันเชื่อว่าคนเห็นแก่ตัวจะทุกข์มากกว่าคนที่รู้จักที่จะให้ ถ้าเราทุกข์หรือเราเห็นแก่ตัวว่าเราจะหมด มันจะทำให้เรารู้สึกทุกข์อยู่ทุกวัน โลกขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ คิดบวก มองโลกตามความเป็นจริง และมีสติ”

โมเดลของโครงการที่คิดเผื่อไปถึงคนอื่น และได้ประโยชน์ร่วมกันเป็นวงจร คือทางรอดในสายตาของพันชนะ และหากทุกคนมีความเป็นนักสู้อยู่ในตัว เธอเชื่อว่าวันข้างหน้าไม่ได้มืดมน 

“เราตั้งชื่อโปรเจ็กต์ว่า Food for Fighters เพราะทุกคนเป็นนักสู้ คนไทยเราไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขารอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เราสามารถคิดโมเดลที่ยั่งยืนแล้วช่วยตัวเองได้” 

Related Posts