วิกฤติบนพื้นที่สื่อ และความคาดหวังของคนทำข่าว

The Action 001 : The Beginning of the End 
วิกฤติบนพื้นที่สื่อ และความคาดหวังของคนทำข่าว –
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ต่อให้ผ่านการทำข่าวมาหลายสนาม เกาะติดกับสถานการณ์ชวนประหวั่นมานักต่อนัก แต่การต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติโควิด-19 ก็เป็น ‘เรื่องใหม่’ ที่คนทำสื่อเองต้องเรียนรู้ในบทบาทของผู้รายงานที่มีความทับซ้อนของวิกฤติอยู่ในนั้น  เช่นเดียวกับ เอม- นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ บรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ Workpoint News ที่กล่าวกับ The Reaction ว่า โควิด-19 นั้นอยู่เหนือการคาดการณ์ 

“ความยากคือเราไม่รู้เลยว่าพอ pandemic (การแพร่ระบาดใหญ่) ปุ๊บ รัฐบาลจำเป็นต้องปิดเมือง พอปิดเมืองปุ๊บคนจะตกงาน มันยากมากที่จะโยงว่า pandemic จะมาสู่วันที่สยามสแควร์ไม่มีคนเลย ผลกระทบต่าง ๆ ที่ตามมาพูดได้เลยว่าไม่ได้อยู่ในหัวเลยว่ามันจะเกิดอะไรตามมาบ้าง สิ่งนี้คือสิ่งใหม่ของเรา เราต้องเรียนรู้จากสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง”

 จะว่าไปแล้ว Workpoint News ภายใต้การนำของนภพัฒน์จักษ์ เกาะติดเรื่องนี้มาตั้งแต่หลังปีใหม่ได้เพียง 3-4 วัน ซึ่งนับว่าเร็วมากหากจะย้อนไทม์ไลน์ไปยังจุดเริ่มต้นของข่าวโรคระบาดในจีนเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่นอกจากการรายงานสถานการณ์ ทีมงานของเขาทำงานหนักขึ้นจากเดิม ไม่ว่าจะอัพเดตสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทำวิดีโอเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่า จนถึงวันที่ WHO ประกาศให้โควิด-19 เป็นการระบาดครั้งใหญ่ของโลก จึงเกิดการรวมตัวกันของทีมข่าว คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ Cleverse บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ จัดทำเว็บไซต์อัพเดตสถานการณ์ โควิด-19 ทั่วโลกแบบเรียลไทม์ และองค์ความรู้ต่าง ๆ ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และส่งต่อข่าวสารอย่างชัดเจนถูกต้อง อย่าง covid19.workpointnews.com

“โควิด-19 เป็นความท้าทายที่ดีมากสำหรับคนทำข่าว ประเทศไทยในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เราพบว่าคนจะอยู่กับประเด็นโควิดซึ่งสำคัญกับชีวิตเขา อยู่กับองค์ความรู้ เรียกว่าใครจะมาทำเรื่องดราม่าตอนนี้คนจะไม่ค่อยรับ เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นดราม่าหรือเล่นการเมืองกัน เพราะคนต้องการเอาตัวรอด และมันก็ท้าทายเราในเรื่ององค์ความรู้ว่าเราต้องศึกษาให้รวดเร็วว่าไวรัสทำงานยังไง แต่ละวันมีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามา ยาตัวนี้เข้ามาแล้วใช้งานได้มั้ย ข่าวนี้บอกว่าที่จีนเป็นแบบนี้ สหรัฐเป็นแบบนี้ เราต้องสกรีนว่าข่าวจริงหรือไม่จริง ต้องทำงานในเชิงวิเคราะห์ ซึ่งสำหรับคนทำสื่อเราควรจะรู้สึกว่าสิ่งนี้คือความท้าทายที่อยากมี ทุกวันในการทำงานมันยากอยู่แล้ว แต่โควิด-19 เป็นความยากที่เราได้ใช้วิชาชีพในการเข้าไปรับมือจริง ๆ” 

ด้วยการทับซ้อนของวิกฤติที่น้ำหนักอยู่ที่การเฝ้าระวังการติดเชื้อและการสาธารณสุข แต่ก็เกิดวิกฤติเป็นโดมิโน่ตามมาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเยียวยา ที่ส่งผลกับวิกฤติศรัทธาที่มีต่อภาครัฐ นภพัฒน์จักษ์เล่าว่าตัวเขาในฐานะคนข่าวก็ต้องปรับตัว และดูความเหมาะสมในการนำเสนอข้อมูลด้วยเช่นกัน 

“เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเรียนรู้ว่า อารมณ์และความรู้สึกของคนในเวลานั้นเป็นยังไงอยู่ โดยกลไกทางสังคม สื่อต้องทำหน้าที่เกาะติดการทำงานของรัฐบาล แต่เล่าตามตรงว่าเราถอยสุดเลยในเรื่องนี้ เรายอมรับตามตรงว่าช่วงเดือนแรกของโควิด บางจังหวะเราก็ถอยมาลึกมาก หมายถึงรัฐบาลมีแผลตรงไหน หรือว่ามีจุดตรงไหนที่ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเราจะไปตรวจสอบ เราก็ถอยออกมาเพราะเรารู้ว่านี่คือเรื่องใหม่ของทุกคนในประเทศ และสิ่งที่เราช่วยทำได้ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ในการทำสื่อคือให้ความรู้คน”

 ความตระหนกจากการรับสารที่แพร่ลามของข่าวเท็จ เป็นอีกเรื่องสำคัญที่เราเห็นจากในหลายบทเรียน ในสถานการณ์นี้ นภพัฒน์จักษ์อธิบายถึงการทำงานของทีมข่าวให้ฟังว่า 

“การทำสื่อของผมมันคอนเซอร์เวทีฟมากเลย ในความหมายว่าเป็นอะไรที่เรารอบคอบมาก ๆ แล้ว ข้อแรกคือเอาข้อมูลจาก ศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19) เป็นหลัก เอาภาครัฐเป็นหลัก แล้วเราก็มีความทะเยอทะยานในการทำข่าว ในการทำ breaking news  หรือเป็นผู้นำเรื่องประเด็น ให้คนเชื่อใจว่าสิ่งที่เราเสนอไม่ได้เป็น fake news แน่นอน ก็เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดที่เราวางเอาไว้ 

“ในทีมข่าวผมพยายามย้ำตลอดในเรื่องการสกรีนข้อมูล ยกตัวอย่างเคสคนแก่ล้มที่หน้าสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณยี่สิบมีนาคม ตอนนั้นทุกคนกำลังนอยด์มาก พอมีคนโพสต์ไปว่าไม่แน่ใจว่าคนนี้เป็นโควิดหรือเปล่าเพราะอยู่สุวรรณภูมิด้วย หน้าที่ของสื่อก็ไม่ใช่แค่การเอาภาพของคนที่โพสต์มาเผยแพร่ต่อ ซึ่งคนที่โพสต์เขาไม่ได้ผิดนะ ในเมื่อเขาเป็นประชาชน ในเมื่อเขาตกใจ แล้วเขาโพสต์ เขาทำได้ แต่เราในฐานะสื่อต้องสกรีนก่อน อย่างน้อยก็มีหน้าที่โทรไปหาการท่าฯ ว่าเหตุการณ์นี้มีข้อสรุปหรือยัง แล้วก็เอาข่าวมารายงานยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับโควิด มันเป็นหลักพื้นฐานของการทำสื่อว่าตรวจสอบนิดหนึ่งว่าจริงไม่จริงอย่างไร”

ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาด โควิดเผยด้านลึกให้หลายคนได้เห็นหลายปัญหาที่ซ่อนตัวมายาวนาน ไม่ต่างกับนภพัฒน์จักษ์ ที่การทำงานของเขาต้องคลุกคลีอยู่กับข้อมูลรอบด้าน และในบางด้านเครื่องฉายในความหมายของวิกฤติ ก็ทำงานได้กว้างกว่าด้วยซ้ำ 

“ผมว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะภาครัฐ เหมือนรถแข่งคันนี้ ในฐานะประเทศ ตัวเครื่องยนต์อะไรมันก็เทียบไม่ได้กับหลาย ๆ ประเทศที่เป็นชั้นนำอยู่แล้ว และมันก็ยังมีปัญหาว่า แต่ละกลไกมันก็ไม่ยอมทำงานต่อเนื่องกันอีก แล้วมันจะวิ่งได้เร็วได้อย่างไร ยกตัวอย่างกรณีประกันสังคม ที่โปรแกรมเก็บข้อมูลคนที่จ่ายเงินเข้าประกันสังคมออกแบบมายี่สิบปีแล้ว แต่ถ้าไม่มีโควิดเราไม่มีวันรู้เลย ผมว่ามันช่วยฉายและฉีกออกให้เห็นได้ชัดเลยว่าใครเป็นยังไง แม้กระทั่งสื่อแต่ละเจ้านำเสนอในทิศทางแบบไหน ใครทำอะไร มีรีแอ็กชั่นกับสถานการณ์ยังไง”

และในฐานะของคนทำสื่อที่ต้องการนำเสนอข้อมูลในการตีแผ่ปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการหาทางออก นภพัฒน์จักษ์สะท้อนว่า สังคมไทยยังมีปัญหาอยู่มากในการเข้าถึงข้อมูล 

“เราไม่รู้จะเข้าถึงแหล่งข่าวยังไงทั้งในเชิงข้อมูลและในเชิงบุคคล เช่นประเด็นการเยียวยาประชาชนห้าพันบาท เราอยากรู้ว่า ตกลงคนที่ลงทะเบียนเข้ามาเป็นใครอะไรยังไงบ้าง หรือว่าก่อนหน้านี้มีการลงทะเบียนบัตรคนจนข้อมูลเป็นยังไงบ้าง เราก็ไม่สามารถเข้าถึงตรงนั้นได้ กระทั่งข้อมูลพื้นฐานตอนนี้ มีคนว่างงานกี่คนมันก็ไม่ค่อยเรียลไทม์ ก็เป็นอุปสรรคขั้นพื้นฐานที่เราเจอในเรื่องที่ไม่สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดให้เป็นงานข่าวชั้นดีได้เพราะเราก็มีข้อมูลเท่านี้จริง ๆ

“แน่นอนว่าข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้คนทำสื่ออยากได้ และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สังคมอยากได้ด้วย เพราะข้อมูลขั้นพื้นฐานที่ควรเปิดเผยได้ก็ควรจะเปิดเผยได้ หรือหน่วยงานทำโพลล์ต่าง ๆ ก็ต้องชัดเจนว่า ทำด้วยจรรยาบรรณทางวิชาชีพจริง ๆ ไม่ได้ทำตอบสนองใคร สิ่งเหล่านี้ถ้าช่วยขยับกันไปแล้วสังคมจะไปได้เร็วชึ้นเยอะมาก เช่น ถ้าผลโพลล์ออกปุ๊บ เรารู้ตัวเลขชัดเจนเลยว่าตอนนี้คนไทยมีปัญหาเรื่องใหญ่คือเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ สำนักข่าวอยากได้ข้อมูลแค่ว่าคนในประเทศได้รับผลกระทบจากเรื่องรายได้มากแค่ไหน เงินหายไปสิบเปอร์เซ็นต์กี่คน เงินหายไปยี่สิบเปอร์เซ็นต์กี่คน แต่เราไม่รู้จะหันหัวไปทางไหนเลย และเราก็ไม่ได้มีกำลังคนมากพอที่จะตัดทีมไปทำเรื่องนี้ แต่ประเทศเราก็มีสำนักงานสถิติอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเขามีข้อมูลที่เชื่อถือได้ส่งมาให้เรา มันก็จะช่วยได้ ผมว่าทุกคนต้องกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องศีลธรรม ในเรื่องวิชาชีพของตัวเอง แล้วสังคมจะไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ยิ่งถ้าข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ มันเปิดเผยได้ ทุกอย่างก็จะขยับไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น”  

การเสพข่าวที่เห็นแต่ปัจจัยด้านลบซึ่งล้วนแล้วแต่จะส่งผลต่ออนาคต อาจนำมาซึ่งความหดหู่ของผู้รับสาร การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์จึงเป็นหน้าที่หนึ่งที่คนทำข่าวอย่างเขาคำนึงถึง

“เราแยกออกเป็นสองด้าน คือโหมดข่าวกับโหมดมีเดีย ในโหมดของการเสนอข่าว หน้าที่สำคัญที่เราต้องทำคือไม่ใส่ไฟ รายงานข้อเท็จจริงไปก่อน ต่อให้ข้อเท็จจริงนั้นมันเป็นพลังลบก็ตามเราก็ต้องรายงาน อย่างตอนนี้มีคนฆ่าตัวตายอยู่ยี่สิบคนนะ มันเป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญ เราไม่สามารถที่จะมาทำแต่เรื่องบวกได้ เราก็ต้องรายงานเพื่อให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข เพราะในฐานะคนที่ทำข่าว ยังไงเราต้องยืนยันว่าเราต้องทำหน้าที่กวาดสายตาดูสารทุกข์สุกดิบของทุกคนในสังคมให้ได้ครบด้วย แล้วก็ทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเพื่อให้องคาพยพของสังคมมันไปข้างหน้าได้ 

“แต่อีกมุมหนึ่ง แน่นอนในฐานะที่เรามีพื้นที่สื่ออยู่ในมือ อะไรที่ทำได้ก็ช่วยทำ เช่น ข่าวเรื่องตู้ปันสุข เราจะไม่ได้ไปขยี้คนที่มาฉกฉวยอาหารว่าเป็นคนเลว ไม่เล่นข่าวในมุมดราม่า แต่เราเลือกสัมภาษณ์คนที่ไปให้อาหารแล้วเขาบอกว่าสิ่งสำคัญคือเขาอยากให้ เราช่วยบอกกันต่อ ๆ ไปกับประชาชนทุกคนว่า นี่คือกลไกที่ตู้ปันสุขวางเอาไว้ เพื่อให้ทุกคนเกลี่ยทุกข์เกลี่ยสุขกันไปเท่า ๆ กัน เราก็พยายามนำเสนอในแง่มุมต่าง ๆ คือในทุก ๆ เหตุการณ์มันมีวิธีการนำเสนออยู่ ต่อให้เป็นข่าวที่อ่านแล้วมันยิ่งเศร้า ในฐานะสื่อเราก็ต้องรายงาน เพียงแต่มันมีวิธีการในการปรับพาดหัวหรือปรับโทนให้คนรู้สึกหดหู่น้อยลงได้อยู่” 

หลายคนเชื่อว่า การรับข่าวสารไม่เลือก อาจส่งผลให้เราตกอยู่ในภาวะถูกท่วมทับด้วยข้อมูลข่าวสาร แต่กระนั้น ข่าวก็สามารถพาเราให้ผ่านพ้นคลื่นของวิกฤติไปได้เช่นกัน หากข่าวนั้นมีแง่มุมที่สร้างสรรค์และทำให้เรารู้เท่าทันโลก และแน่นอน…โรคอย่างโควิด-19 ไปพร้อม ๆ กัน 

Related Posts