เปิดหัวใจนักรบเสื้อกาวน์

The Action 001 : The Beginning of the End
เปิดหัวใจนักรบเสื้อกาวน์ – รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล

หากใครจะเปรียบเปรย โควิด-19 เป็นเหมือน ‘ข้าศึก’ คงเดาไม่ยากว่า  ‘นักรบ’ ที่ต้องออกศึกครั้งนี้ คือเหล่าบรรดาทีมแพทย์และพยาบาล ที่ถึงจะไม่ได้ถืออาวุธดาบกวัดแกว่ง แต่การศึกครั้งนี้ก็ ‘สุ่มเสี่ยง’ กับชีวิตอยู่ไม่น้อย 

“ตอนแรกที่เกิดโรคโควิด-19 ขึ้น บอกตรง ๆ ว่ารู้สึกสับสน เพราะว่าเรายังไม่เคยเจอข้าศึกประเภทนี้มาก่อน ตอนนั้นเรายังตรวจวินิจฉัยโรคได้ช้า ยาก็ยังไม่สามารถจัดหาได้เพียงพอ สถานที่ก็ยังเพิ่งปรับปรุง อุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างชุด PPE เราก็ยังมีไม่ค่อยพร้อมนัก ที่สำคัญ คนไข้เข้ามาทีเดียวเยอะ ๆ ตอนนั้นศิริราช รามาฯ จุฬาฯ และโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง รับมือแทบไม่ไหว แต่ยังโชคดีว่า พอเริ่มมีมาตรการพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมา ช่วยทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงช้า ๆ ตรงนี้ถือเป็นความร่วมมือกันอย่างดี ทั้งทางภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนอีกหลาย ๆ แห่ง” 

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หนึ่งในคณะนักรบเสื้อกาวน์ของศึกครั้งนี้ บอกเล่าให้ The Reaction ฟัง ซึ่งหากใครที่ติดตามข่าวคราวทางโซเชียลมีเดีย คุณหมอคือผู้ที่ออกมาโพสต์ถึงความยากลำบากในการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยในช่วงแรก ๆ โดยเฉพาะภาพเหล่านักรบโควิด-19 ที่ต้องสวมถุงพลาสติกหุ้มเท้าเพื่อป้องกันเชื้อโรค ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเปราะบางในการปฏิบัติภารกิจของทีมแพทย์ไทยครั้งนี้

 “การเตรียมการรับมือกับโควิด-19 นั้น ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่องค์ความรู้ หรือยา หรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะนะครับ แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ แต่หลังจากที่หลายฝ่ายพยายามพูดคุยกันอย่างหนัก ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องมีผิดใจกันบ้าง มีทะเลาะกันออกสื่อบ้าง สุดท้ายทุกคนก็สามารถพูดจาภาษาเดียวกันได้ในที่สุด”

คุณหมอนิธิพัฒน์เล่าเจือรอยยิ้ม และย้ำชัดว่า สถานการณ์ในตอนนี้ ‘เอาอยู่’  (พ.ค. 2563) แต่เห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงทุกวันก็อย่าเพิ่งสบายใจ เพราะ ‘โควิด-19’ ยังไม่ได้ไปไหน แถมยังมีแนวโน้มที่จะเกิดการระบาดในระยะที่สองตามมา

 “โดยธรรมชาติของโรค ยืนยันได้ว่ามีแน่ เพียงแต่ว่ารอบสองนี้ เรามีการออกแบบเพื่อที่จะควบคุมมันได้ เราจะไม่ให้ผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถามว่าเราจะควบคุมมันได้อย่างเด็ดขาดเมื่อไหร่ ก็ต้องตอบว่า จนกว่าจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น หรือมียาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ”

‘ต้องอยู่ร่วมกันไป’ น่าจะเป็นประโยคที่คนไทยทุกคนต้องบันทึกเอาไว้ในความคิด จะบอกว่าเป็น New Normal กับวิถีชีวิตข้างหน้าก็ว่าได้ แต่สถานการณ์จะดีขึ้นหรือแย่ลง ยังมีอีกคำหนึ่งที่จำเป็นต้องระลึกไว้เสมอ นั่นคือคำว่า ‘มีวินัย’

“วินัยเป็นต้นทุนทางสังคมที่ซื้อหาไม่ได้ แต่ถ้าร่วมมือช่วยกันปฏิบัติ จะสามารถลดค่าใช้จ่าย ลดความสิ้นเปลือง และลดอะไรหลายๆ อย่างไปได้อีกเยอะ เผลอ ๆ อาจมีประสิทธิภาพดีกว่าวัคซีนที่เรายังไม่มีด้วยซ้ำ เราคงต้องใช้ความเข้มแข็งในเรื่องนี้ เป็นต้นทุนสำคัญของสังคมไทยเรา เพื่อจะต่อสู้กับเชื้อโควิด-19 ไปอีกระยะหนึ่ง”

หลังออกศึกรบครั้งนี้ คุณหมอนิธิพัฒน์บอกว่า เขาได้เห็นการสิ้นสุดลงของวิธีคิดในการทำงานแบบพึ่งพาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ในทางกลับกัน การบูรณาการทำงาน หรือการบริหารจัดการปัญหาร่วมกันต่างหาก ที่กลายเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนี้วิกฤติโควิด-19 ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดวิธีคิดของการรู้จัก ‘ยืนด้วยขาตนเอง’ อีกด้วย

“มันเหมือนโควิด-19 มาเร่งให้เราต้องคิดมากขึ้น เมื่อก่อนมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่ต้องทำเอง พึ่งพาคนอื่นเอาก็ได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ชุดอุปกรณ์ป้องกันตนเอง หรือหน้ากากอนามัย เหล่านี้ เรานำเข้าวัตถุดิบทั้งหมด แต่พอสั่งเข้ามาไม่ได้ เราหันมาใช้วัสดุที่สามารถผลิตในประเทศแทน ส่วนใหญ่เป็นพวกเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งภาคการผลิตของประเทศไทยนั้นมีขีดความสามารถ เราจึงกำลังเร่งผลิต เร่งทำให้มันมีมาตรฐานปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”

นักรบเสื้อกาวน์ท่านนี้ยังได้เพิ่มเติมให้ฟังอีกว่า ในอนาคตข้างหน้า วิกฤติก็ยังคงมีมาอีกเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เพราะมนุษย์อยู่กันหนาแน่นมากขึ้นบนโลกใบนี้ สภาวะความผันผวนต่าง ๆ นานา จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

 “สถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมมองไปในอนาคต ไม่ใช่จะรอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว ประเทศไทยต่อไปอาจต้องมองเรื่องการยืนบนขาของตัวเองให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีบางอย่าง การเตรียมพร้อมทางด้านการรับมือกับภัยพิบัติ ระบบบูรณาการการทำงาน การสั่งการ การใช้ทรัพยากร ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมตัว ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบที่ดีให้เราได้เห็นว่า การปฏิบัติตัวของมนุษยชาติที่จะอยู่รอดในโลกทศวรรษหน้า หรือศตวรรษหน้า ควรจะต้องทำตัวอย่างไร”

ตั้งรับอย่างไม่ประมาท เตรียมตัวอย่างพรั่งพร้อม และใช้ประสบการณ์ก้าวข้ามปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งหมดคืออาวุธที่เอาไว้ใช้ต่อสู้กับวิกฤติ  หรือศัตรูที่มองไม่เห็น หากว่ามันจะบุกมาประชิดตัวเราอีกครั้ง…ไม่ว่าจะมาในเรื่องใด รูปแบบใด..

Related Posts