ถ้าเพียงแต่…เรามีความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง

The Action 001 : The Beginning of the End
ถ้าเพียงแต่…เรามีความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง – กรณ์ จาติกวณิช

ไม่ต่างจากทุกคน ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด- 19 กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และผู้แกร่งกล้าทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ก็ได้รับผลกระทบในหลาย ๆ เรื่องเช่นกัน 

บางเรื่องเผยให้เห็นแง่มุมที่เขาต้องขบคิด ต่อยอด และผลักดันต่อไปในนามของพรรคการเมือง ที่อาสาเข้ามาเป็นตัวแทนในการแก้ปัญหา  บางเรื่องเป็นเรื่องที่เขาในฐานะปัจเจกคนหนึ่ง ไม่อาจมองผ่านเลยโดยไม่ตั้งคำถาม โดยเฉพาะในภาวะที่ชีวิตของผู้คนอยู่ในช่วงชะงักงัน และพร้อมจะถดถอยทุกเมื่อ หากเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง หรือกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เรามองว่ามันกำลังสร้างปัญหาระยะยาว 

โควิด-19 เผยให้เห็นหลายแง่มุม ที่เราในฐานะสื่อเอง ก็ต้องลุกมาทำอะไรสักอย่างในภาวะที่เราพอจะทำอะไรได้  และการที่เราลุกมาถามคำถามกับบุคคลที่ครั้งหนึ่ง เคยมีลายเซ็นบนธนบัตรในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการเงินของประเทศ และย่อมมีผลกับการเงินของเรา หรือผู้ที่ต้องใช้ธนบัตร (ใบที่อาจมีลายเซ็นเขาอยู่ด้วยนั้น)…คือจุดเริ่มต้นแห่งการทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะเรื่องภาวะเศรษฐกิจทั้งในวันนี้และหลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป 

“ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า หนึ่งในประเด็นที่เกิดความตื่นตัว ความกังวล และความกลัว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า พื้นที่ข่าวของเรื่องโควิด น่าจะมากกว่าข่าวตอนที่เกิดโรคระบาด หรือไวรัสตัวอื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นหรือเปล่า? แน่นอนว่าเวลาเรารับรู้ข่าวมากขนาดนี้ ระดับความกลัว ความกังวล ก็จะมีมากกว่า แล้วก็ส่งผลต่อรัฐบาลทั่วโลกด้วย เพราะเมื่อประชาชนกลัว รัฐบาลก็ต้องแสดงท่าทีที่เข้มข้น เข้มแข็ง แม้ว่าในตอนแรก เราอาจจะเห็นว่า รัฐบาลไทยแสดงท่าทีว่า ไม่เป็นไร เราอยู่กับมันได้ ไม่ต้องกลัวอะไรมากนัก เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจจะยืนนโยบายแบบนั้นได้ เพราะประชาชนเขาไม่เอาด้วย รัฐบาลก็ต้องเปลี่ยนท่าที
แต่แน่นอนว่าไวรัสมาเราก็ต้องแก้ปัญหาไป เพราะถ้าเราไม่แก้ปัญหาอะไรเลย ประเทศอื่น หรือ คนอื่นเขาก็จะไม่คบกับเรา ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเราเป็นประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยว เมื่อลูกค้าหรือคนที่จะมาเที่ยวเขาคาดหวังว่าเราจะจัดการอย่างเด็ดขาด เราก็ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ดังนั้นไม่ว่าจะในทางจิตวิทยา หรือในทางปฏิบัติ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะใช้นโยบายในการป้องกันโรคอย่างที่ได้ทำอยู่” 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีมาตรการป้องกันโรคที่เข้มข้น แต่ไม่ได้มีแผนการรองรับที่ดีพอในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในแง่ของการทำมาหากิน รายได้ กำลังซื้อที่หดหายไปพร้อม ๆ กันทั้งประเทศ เมื่อมองจากมุมของการกำหนดนโยบาย เขาไม่ลังเลที่จะตอบว่า 

“การแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องที่ผมผิดหวังมาก” เขากล่าว 

“สิ่งที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโดยรวมด้วยเงินสดก่อน เพราะมันเป็นปัญหาของการขาดแคลนเงินสด ทั้งในส่วนของประชาชนและผู้ประกอบการ ดังนั้นอันดับแรกสุด รัฐบาลต้องช่วยคนก่อนเลย มันคือจุดเริ่มต้น และจริง ๆ ไม่ควรจะต้องมาคิดอะไรมากเลย รัฐบาลต้องเยียวยาให้ครอบคลุมทุกคนที่ได้รับผลกระทบ”

“แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ทำไมรัฐบาลเราต้องไปรบกวนเวลาให้ประชนต้องมาขึ้นทะเบียน ทำไมเราถึงไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะดูแลเขาได้โดยที่เขาไม่ต้องมาขึ้นทะเบียน พร้อมกับมีปัญหาตามมามากมาย นี่คือปัญหาระดับพื้นฐานเลยที่เห็น และยิ่งเป็นตัวตอกย้ำให้เห็นว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้รัฐบาลเข้าสู่ระบบ e-government อย่างจริงจัง จริง ๆ เรื่อง Gov-tech ผมก็พูดมานาน คนอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่วันนี้ ผมคิดว่าคนนึกภาพออกแล้วละว่ารัฐต้องมีข้อมูลหรือใช้เทคโนโลยีให้มากกว่าปัจจุบัน เพราะเมื่อเกิดปัญหาแบบที่เป็นอยู่วันนี้ เราจะรู้ทันทีว่าใครเป็นผู้เดือดร้อน ใครมีบัญชีเงินอยู่ที่ไหน และสามารถโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนที่เดือดร้อนได้เลย”

“ที่ผ่านมา มันมีนโยบายหรือมาตรการที่ถกเถียงกันเรื่อง universal basic income ว่าควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป แต่พอเรามาเจอปัญหาโควิดปุ๊บ เราพบว่าประชาชนจำนวนมากอยู่ในสถานภาพที่ไม่สามารถทำงาน  วันนี้เลยมีการหยิบยกแนวความคิดนี้ขึ้นมาอีกครั้งว่า ในกรณีที่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ รัฐควรมีหลักคิดว่า รัฐควรดูแลประชาชนทุกคน ถ้ารัฐบาลคิดแบบนี้ตั้งแต่แรก ก็จะไม่มีปัญหาคนไปยืนรอหน้ากระทรวงการคลัง จากการไม่ได้สิทธิ 5,000 บาท รัฐควรคิดว่าจะช่วยทุกคนแล้วค่อยมากรองคนที่ไม่ควรได้รับการช่วยเหลือ เพราะคนที่ไม่ควรได้รับการช่วยเหลือ มันมีน้อยกว่า และวัดกันง่าย ๆ เลย เช่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ และมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้สูงพอที่จะเสียภาษี นอกนั้นถือว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยเกือบจะทั้งหมด ดังนั้นในระยะยาว เราก็ต้องกลับมาคิดนะครับว่า มันจะมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องดูแลในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ และถ้ารัฐมองว่ามีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนแบบนี้ รัฐจะเอาเงินมาจากไหน” 

เมื่อถามถึงเรื่องรัฐสวัสดิการที่หลายคนเชื่อว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของปัญหา? 

“คำว่ารัฐสวัสดิการ มันมีหลายระดับมาตรฐาน บ้านเราเองก็มีรัฐสวัสดิการที่เป็นที่ชื่นชมของชาวโลกก็คือ สาธารณสุข ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เรื่องเรียน เราก็มีเรียนฟรีจนถึงม.6 ผู้สูงอายุก็มีเบี้ยผู้สูงอายุ เพียงแต่ว่ามันยังน้อยไป ถามว่ามันเพียงพอต่อการดำรงชีวิตมั้ย มันไม่พอ แค่เป็นรายได้เสริม แปลว่ารัฐก็ยังคาดหวังว่าผู้สูงอายุยังต้องมีคนอื่นคอยดูแลอยู่นอกเหนือจากรัฐด้วย ดังนั้นประเด็นคำถามจริง ๆ ก็คือ เราสามารถที่จะยกระดับการดูแลประชาชนในระบบรัฐสวัสดิการได้มากกว่านี้เท่าไหร่ คำตอบก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของรัฐ รวมทั้งการจัดเก็บภาษี”

“จริง ๆ อย่างที่ทราบว่า มีการวิเคราะห์วิจัยมานานแล้วว่า เราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก แปลว่าความมั่งคั่งมันกระจุกตัวอยู่ในคนไม่กี่คน ถ้าเราต้องการจะเก็บภาษีเพิ่ม เราก็ควรจะไปเก็บจากคนไม่กี่คนนั้น แต่ต้องหาทางว่าจะเก็บให้รายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ โดยไม่กระทบคนส่วนใหญ่ ไม่ทำให้ภาระภาษีของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น นี่คือโจทย์ ผมถึงตอบคำถามว่า เรามีรัฐสวัสดิการแบบที่อื่นได้มั้ย มันก็มีได้ แต่มียังไงไม่ให้กระทบกับภาระภาษีที่สูงอยู่แล้วของคนส่วนใหญ่ เท่านั้นเอง”

อย่างที่บอกว่าโควิด-19 สร้างผลกระทบมากมายให้กับชีวิตผู้คน ขณะเดียวกัน มันก็ให้การบ้านชิ้นใหญ่ให้หลายคนต้องคิดต่อไป กับชีวิตที่จะเป็นไปหลังจากนี้ 

“ยังไงการเมืองก็สำคัญ เพราะทุกอย่างที่พูดไป ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง และมันต้องขับเคลื่อนด้วยความกล้าหาญทางการเมือง ผมมองประเทศไทยและอนาคตของสังคมไทยอย่างมีความหวังเสมอนะครับ เพราะหลาย ๆ เรื่องเราก็แก้ปัญหาได้ดี เช่น เรื่องการแก้ปัญหาเรื่องโรคระบาด นี่คือทุนที่สำคัญของประเทศ เพราะมันจะเป็นที่มาของความเชื่อมั่นในโลกยุคหลังโควิด ที่ประเทศอื่น ๆ จะให้ความสำคัญในเรื่องแบบนี้ ส่วนเรื่องปัจจัยความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเรา ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผมมีความหวัง แต่ตัวนโยบายมันต้องเปลี่ยน ตราบใดที่ภาครัฐยังไม่พัฒนา ผมว่ามันจะยากมากที่เราจะขับเคลื่อนกันต่อ หรือทำให้เราได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามี เช่น ถ้าการศึกษาไม่ดีขึ้น ก็ยากที่จะแก้ปัญหาความยากจนได้ การเมืองจึงสำคัญ เพราะมันหมายถึงนโยบายและการขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นจริง”

Related Posts