จุดจบของทุนนิยม และการค้นหาความหมายของชีวิตอย่างมีสติ

The Action 001 : The Beginning of the End
จุดจบของทุนนิยม และการค้นหาความหมายของชีวิตอย่างมีสติ – กรุณา บัวคำศรี

ปฏิทินของผู้คนในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ร้อยทั้งร้อย น่าจะเป็นเพียงช่องว่างที่ไร้กิจกรรม ไร้นัดหมายหรือธุระปะปังที่เคยเติมเต็ม 

แน่นอนว่าสิ่งนี้ก็ไม่เว้นแม้แต่ทีมงานผลิตรายการสารคดีของ กรุณา บัวคำศรี เพราะพิษโควิด-19 ทำให้การงานของเธอเสียทรงไปไม่น้อย แต่ในคราวเดียวกัน วิกฤติครั้งนี้ก็เป็นความท้าทายและสร้างความหมายหลายอย่างให้กับคนทำสื่ออย่างเธอด้วยเช่นกัน

 “เราเรียกช่วงเวลาที่ผ่านมาว่า เป็นช่วงที่ฟุ้งกระจายไปหมด” กรุณาบอกอย่างนั้น คำว่าฟุ้งกระจายของเธอในที่นี้ แทนภาพความหมายของความโกลาหล ความสับสน ที่เกิดขึ้นในสังคมแทบจะทั่วโลก “ทีนี้พอมันฟุ้งจนมองอะไรไม่ออก ถึงเวลาที่เราจะต้องหยิบมันมาใช้รายงาน หรือแม้แต่วิเคราะห์ ภาษาอังกฤษเรียก Put thing in to perspective ปรากฎว่าทำได้ยากมาก แต่เรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในเมืองไทย เพราะประเทศที่พัฒนาไปไกลมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี หรือประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ทุกที่เจอปัญหาเดียวกันหมด สุดท้ายต้องลองผิดลองถูกด้วยกันทั้งสิ้น” 

กรุณาเล่าต่อว่า การทำงานสื่อของเธอในห้วงวิกฤตินี้ แทบจะไม่มีสูตรตายตัว ทุกอย่างคือการแก้ปัญหาและต้องประยุกต์ ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวด แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผลลัพธ์การทำงานที่ออกมาจะต้องมีประโยชน์ต่อสาธารณะเสมอ

“คือถ้าจะให้รายงานว่า อะไรเกิดขึ้น ที่ไหน อย่างไร มันก็คงไม่ยาก แต่สิ่งที่เราพยายามจะทำก็คือ ทำความเข้าใจกับเรื่องตรงนี้ให้มากที่สุด แล้วก็เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ พร้อมกับสังเคราะห์ข้อมูลออกมาเพื่อให้คนดูได้ประโยชน์ มากกว่าการรายงานให้รู้ว่า คนตายไปเท่าไหร่”

นอกจากจะต้องปฏิบัติหน้าที่รายงาน ‘สาส์นที่เป็นประโยชน์’ เธอยังเล็งเห็นว่า ในวิกฤติหนนี้ ประเทศไทยมีปัญหาที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้มานาน กระทั่งการมาของโควิด-19 นี่เอง ที่ทำให้ทุกอย่างเผยโฉมออกมา

“ประเด็นเรื่องที่มีคนโมโห เพราะประกันสังคมไม่จ่ายเงินคนที่ว่างงาน ปรากฎว่า มันมีชุดข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากระบบไอทีของประกันสังคมที่ใช้ เป็นของเมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว เพราฉะนั้น ถ้าคนว่างงานพร้อมกันกว่าล้านคนเข้ามาในระบบทีเดียว มันจึงได้เกิดปัญหานี้ ดังนั้น อย่าไป Blame Players หรืออย่าไปโทษคนที่ทำงาน แต่ให้โทษระบบ วิกฤติครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่า ระบบที่เราใช้อยู่ ต่อให้ไม่มีวิกฤติ มันก็หนักหนาสาหัสมากแล้ว”

“ส่วนอีกเรื่องที่เราตั้งข้อสังเกตขึ้นมา เรามีความรู้สึกว่า ทางการมีขั้นตอนอันยุ่งยากมากเกินไป ยกตัวอย่าง จะไปแจกหน้ากากอนามัยชาวบ้าน หากเป็นประเทศอื่น เขาอาจใช้วิธีการตรงไปตรงมาง่าย ๆ แต่ของเราต้องมีจัดงาน มีเปิดงาน มีประธาน มีกริยา มีกรรม (ยิ้ม) คือมันก็อาจจะเป็นลักษณะของสังคมไทย แต่ว่าเป็นลักษณะที่ไม่เหมาะกับวิกฤติเท่าไร” 

“เรามองว่า การบริหารจัดการในช่วงมีวิกฤติ ต้องแบนราบ ต้องเป็นกันเอง อย่างข้าราชการ นักการเมือง ที่เข้ามาคุยกับประชาชน ต้องเสมือนกับว่า เราเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นแบบ I’m with you คือฉันอยู่ข้างคุณนะ แต่กับสิ่งที่เห็น เราไม่ได้พูดจาภาษาเดียวกัน ถ้าเราลดตรงนี้ได้ แปลว่าเราก็จะสามารถพูดกับคนที่เดือดร้อน หรือกับประชาชนได้อย่างเป็นคนธรรมดามากขึ้น การแก้ปัญหาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

  ถามว่า ในวิกฤติครั้งนี้ ควรเป็นจุดสิ้นสุดลงของเรื่องอะไร เธอบอกว่า โลกที่เคยหมุนอย่างเร็วรี่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบทุนนิยมที่เป็นปัจจัยของความเร็ว อาจถึงคราวที่ต้องชะลอตัว หรือแม้แต่ต้องตั้งคำถามกลับว่า มันเหมาะกับเราจริงหรือ 

“เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการเติบโต การพัฒนา แต่เรารู้สึกว่า สิ่งที่โลกกำลังดำเนินไป โดยเฉพาะช่วงห้าปีสิบปีให้หลังมานี้ มันไปเร็วมาก ซึ่งระบบแคปิตอลึซึ่ม (Capitalism) หรือทุนนิยม ทำให้ไปเร็วแบบสุดโต่ง จนเราตั้งคำถามขึ้นมาว่า มันจะไปได้อีกนานขนาดไหน และจะมีจุดจบอย่างไร ซึ่งสุดท้ายก็มีสิ่งมาเตือน ว่าเราจะไปต่อแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งนั้นก็คือ โควิด-19”

กรุณาเชื่อว่า หลังโควิด-19 ผ่านพ้นไป จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้คนหันกลับมาตั้งคำถามกับวิถีชีวิตที่จะเดินหน้าต่อไปมากขึ้น ไม่ว่าจะเรียกมันว่า New Normal หรือปรากฎการณ์ใด ๆ ก็สุดแท้แต่ เพราะท้ายที่สุด ทุกคนจะพุ่งเป้าไปที่การค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่นั่นเอง

“เราอาจจะต้องมาคิดใหม่ว่า ความหมายของชีวิตเราคืออะไร เราอยู่ไปเพื่ออะไร หรือในระดับที่มากกว่านั้น เป้าหมายของสังคมคืออะไร และในระดับโลกก็เช่นกันว่า เป้าหมายของมนุษยชาติคืออะไรกันแน่ 
นอกจากนี้โควิดยังทำให้เราแยกได้ว่า อะไรคือสิ่งที่เรา Need กับอะไรคือสิ่งที่เรา Want  สิ่งที่เรา Need ก็คือความจำเป็นในชีวิต แต่สิ่งที่เรา Want ก็คือ กระเป๋าปราด้า รองเท้าจิมมี่ ชู อันนี้แค่ยกตัวอย่างนะ (หัวเราะ) นับจากนี้ไป เราจะรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ มีไม่กี่อย่างหรอก ซึ่งเราจะแยกมันออกได้จากคำว่า Need กับ Want นี่เอง”

ถ้าวิกฤติจะมาอีกครั้ง กรุณาบอกว่า ปฏิกิริยาส่วนตัวที่เธอจะมีต่อวิกฤติครั้งใหม่ คือการมีสติที่ดีกว่านี้ แต่หากมองในภาพรวมของสังคม ปฏิกิริยาหรือรีแอ็กชั่นของผู้คน เธอเชื่อว่า จะมีความตื่นกลัว หรือความกังวล ที่ลดลงไปกว่าเดิม

“ทุกประสบการณ์จะสอนให้เราเติบโตมากขึ้น ต่อให้วิกฤติใหม่นั้นจะเป็นวิกฤติที่แรงขึ้นก็ตาม แต่โดยพื้นฐานแล้ว ถ้าเราถูกสร้างมาด้วยวิกฤตินี้ เราจะเรียนรู้และแข็งแรงขึ้นเอง เราจะไม่ตกใจอีกในครั้งหน้า คือให้มันเข้ามา เราจะไม่กลัว แต่ถ้าถึงที่สุดแล้ว อะไรที่มันใหญ่เกินไป หรือเราจัดการมันไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ”

มนุษย์นั้นแข็งแกร่งขึ้นด้วยปัญญา และทุกครั้งที่สามารถก้าวข้ามปัญหา ปัญญาก็จะเกิดขึ้นใหม่เสมอ…

Related Posts