ข้าวกล่องแห่งความสุข

The Action 001 : The Beginning of the End
ข้าวกล่องแห่งความสุข – จงใจ กิจแสวง

กินเนสส์ บุ๊ก อาจจะยังไม่เคยมาบันทึกเอาไว้ แต่ตัวเลขข้าวกล่อง 4 หมื่นกว่ากล่อง กับจำนวนวันที่แจกจ่ายอีก 40 วันเศษ ๆ คงพอจะยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ‘เจ๊จงไม่ได้มาเล่น ๆ’ 

นอกจากจะไม่ได้มาเล่น ๆ  สุภาพสตรีคนนี้ยังจริงจังในการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้คนมากมาย ไล่ไปตั้งแต่เหล่าคุณหมอ-พยาบาลที่ได้รับข้าวกล่องของเธอ รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้คนที่กำลังขัดสนเรื่องเงิน นำข้าวกล่องของเธอไปเร่ขาย เอาเงินที่ได้มาต่อลมหายใจให้คนขายเอง 

ทั้งหมด, คือปฏิกิริยาที่เธอมี และลงมือทำ กับสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ระบาดในเวลานี้ แต่ถ้าคว้านลึกเข้าไปถึงข้างในหัวใจของเธอแล้ว สิ่งที่ทำไป มีเพียงความต้องการสั้น ๆ นั่นคือ ความสุข…

“จุดเริ่มต้นเกิดจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งโทรมาถามว่า เจ๊สามารถทำข้าวกล่องให้วันละ 1,200 กล่อง เพื่อแจกแพทย์-พยาบาลได้ไหม แต่เขามีข้อแม้ว่า เจ๊ต้องออกเงินเอง คิดต้นทุนต่อวันประมาณ 30,000 บาท เจ๊ตอบรับทันที ยังไม่คิดอะไรในตอนนั้น เพราะอยากช่วยอยู่แล้ว วันแรกเริ่มที่ 1,200 กล่อง ส่งตอนเช้า 600 กล่อง เย็นอีก 600 กล่อง ปรากฎว่าเจ๊ถ่ายภาพไปลงเฟซบุ๊กด้วย เท่านั้นละ โทรศัพท์เข้ามากระหน่ำมาก กระหน่ำกันแบบที่เรียกว่า เจ๊ต้องขอปิดโทรศัพท์นอน เพราะทุกคนอยากจะร่วมสมทบทุนกับเจ๊ จนเจ๊ต้องเปิดบัญชีขึ้นมา เพื่อที่จะเอาเงินที่เขาให้มาไปทำต่อได้อีกเดือนกว่า ๆ ซึ่งถ้าเจ๊ทำเอง ด้วยทุนวันหนึ่งประมาณ 30,000 กว่าบาท มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เจ๊จะทำได้นานขนาดนี้”

จากจุดแรกเริ่ม นำพาไปสู่การช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ โดยระหว่างทางเจ๊จงยังมีโครงการให้ประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องเงิน หรือคนที่กำลังตกงาน สามารถนำข้าวกล่องของที่ร้านไปขาย โดยหักรายได้เข้ากระเป๋าไปเลยกล่องละ 7 บาท นอกจากนี้เงินบริจาคที่ยังเหลืออีกนิดหน่อย เธอนำไปซื้อของใช้และอาหารแห้ง โดยนำไปใส่ใน ‘กล่องยังชีพ’ แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับคนในชุมชนต่าง ๆ ที่เดือดร้อนอีกด้วย

สิ่งที่ทำลงไป มันคือความสุขที่ได้ลงมือทำ และเจ๊จงก็เชื่อมั่นว่า ปัญหาไม่น่ากลัว ถ้าเราลุกขึ้นมาสู้กับมัน

“มีคุณลุงคนหนึ่ง เคยขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด แล้วมันขายไม่ได้เลย ถึงขนาดที่ต้องไปขอข้าวเขากิน วันหนึ่งแกมาสมัครขายข้าวกล่องกับเจ๊ ลุงเอาไป 50 กล่องในวันแรก แป๊บเดียวขายหมดแล้ว วันต่อมาเอาไป 100  กล่อง ก็ขายหมดอีก คิดดูสิ เอา 7 บาทคูณเข้าไป ได้เท่าไรแล้ว และมีอีกเคสเป็นเด็กแว๊น คือสภาพที่เข้ามาหาเรา บอกตรง ๆ โคตรไม่มั่นใจว่าจะทำได้ (หัวเราะ) วันแรกมันเอาไป 50 กล่อง เจ๊ตบไหล่มันเบา ๆ ขายดี ๆ เว้ย ปรากฎว่าออกไปแป๊บเดียว เรายังทำกับข้าวยังไม่ทันเสร็จ มันขายหมดแล้ว โอ้โห เจ๊โคตรดีใจ ไอ้นี่มันเก่งใช้ได้ (ยิ้ม)”

เจ๊จงเล่าพลางยิ้มรื่น เธอยังบอกอีกด้วยว่า ครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตที่เคยตกอับสุด ๆ เธอก็ทำแบบเดียวกันนี้มาก่อน “เจ๊อยากบอกว่า ลุกขึ้นมาเถอะค่ะ อย่ากลัว ทางแก้ของปัญหามันยังมีอีกหลายทาง มันมีโอกาสอยู่ในวิกฤติเสมอ เจ๊เชื่ออย่างนั้น ค่อย ๆ มอง แล้วเราจะมองเห็นทางออกเอง”

เจ๊จงยังบอกอีกด้วยว่า ไม่เพียงวิกฤติครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่จะสู้กับปัญหาด้วยตนเอง หากแต่มันยังเป็นการสิ้นสุดของการไม่มีวินัยทางการเงินของผู้คนอีกด้วย

“เจ๊ว่าคนจะฟุ่มเฟือยน้อยลง รู้จักเก็บเงินมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราอีก อย่างตัวเจ๊เองยังเป็นเลย เมื่อก่อนเป็นคนสั่งของกินเหลือ พอมาเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เราเห็นคนที่ไม่มีจะกินเยอะมากรอบ ๆ ตัว ทำให้จากที่อยากกินอะไร เราก็สั่ง ๆ ๆ แต่จากนี้ไปคงไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว คนอื่นที่ไม่มีกินยังมีอีกมาก”

ถามเจ๊จงว่า หากเกิดวิกฤติขึ้นอีกในครั้งหน้า ตัวเธอจะมีปฏิกิริยากับมันอย่างไร 

“ต้องมีสติไว้ก่อน หลังจากนั้นเราก็ต้องมาดูว่ามันเป็นวิกฤติแบบไหน เพราะวิกฤติแต่ละแบบ มันก็ไม่เหมือนกัน วิกฤติน้ำท่วมก็อย่างหนึ่ง หรือคราวนี้เป็นเชื้อโรค เกิดมา 50 กว่าปี ชีวิตนี้ไม่เคยต้องมานั่งปิดมาสก์แบบนี้ ดังนั้น เราไม่สามารถรู้เลยว่า วิกฤติครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ลึกๆ เจ๊เชื่อว่า คนไทยตั้งหลักได้ เพียงแต่ครั้งนี้แรก ๆ เรานิ่งนอนใจไปหน่อย เจ๊เชื่อเลยว่า ถ้าครั้งหน้ามีแบบนี้อีก เราตั้งหลักได้ดีกว่านี้แน่นอน”

ทุกสิ่งที่ได้ทำลงไป มีเสียงสะท้อนทั้งความชื่นชม และมีผู้คนมารักใคร่มากขึ้น แต่ในมุมกลับกัน เธอก็เลี่ยงไม่ได้กับเสียงค่อนขอดที่หาว่าเธอสร้างภาพ

แต่เจ๊จงก็มิได้นำพามาเป็นสาระของชีวิต แถมยังบอกด้วยว่า ต่อให้เป็นการสร้างภาพ แต่ถ้าทำแล้วเกิดเรื่องดี ๆ กับสังคม หรือได้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริง ๆ เธอก็ยินดีให้เข้าใจอย่างนั้นเสียด้วยซ้ำ

“วิกฤตินี้ มันจะผ่านไปได้เร็วหรือช้า อยู่ที่พวกเรา ถ้าพวกเราช่วยเหลือกัน จับมือกัน โดยที่ไม่มีใครวิ่งหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว แป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่ถ้าเมื่อไรที่เราวิ่งหนีเอาตัวรอด มึงวิ่ง กูวิ่ง สุดท้ายไม่มีใครรอด เพราะไปล้มแล้วทับกันตายอยู่ข้างหน้านั่นแหละ แต่ถ้าเดินกันไป จับมือกันไป ก้าวกันไปดี ๆ รับรองว่า ทุกคนรอดแน่นอน”

อย่างที่บอก กินเนสส์ บุ๊ก ยังไม่ได้มาบันทึกสถิติใด ๆ ของสุภาพสตรีคนนี้ แต่ถ้ามา, ลองวัดค่าความสุขของเธอดู เราเชื่อว่า มันน่าจะไม่เป็นสองรองใครในสังคมนี้…

Related Posts