Freeze, Flight, or Fight!

The Action 001 : The Beginning of the End
Freeze, Flight, or Fight!ดุจดาว วัฒนปกรณ์

ว่ากันตามจริง หากโลกใบนี้ไม่ได้ถูก ‘แช่แข็ง’ ด้วยโรคระบาดไปเสียก่อนในชั่วขณะหนึ่ง เราคงได้เห็นการเคลื่อนไปข้างหน้าของอะไรหลายอย่าง เข็มทิศของธุรกิจคงชี้ไปในทางที่เห็นอนาคต กิจการที่เพิ่งฟักตัวอาจกำลังอยู่ระยะตั้งไข่หรือหัดเดินเพื่อก้าวต่อ แต่ก็นั่นแหละ, ความคาดหวังมักมาพร้อมกับความไม่คาดฝันเสมอ  

เพียงห้าวันหลังการก่อตัวของ  Empathy Sauce บริษัทของ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว พลันทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงักลงจากวิกฤติร่วมที่ทุกคนต่างเผชิญ แผนธุรกิจที่วางไว้เดินต่อไม่ได้ และต้องออกแบบใหม่เพื่อหาหนทางที่จะไปต่อ 

“ต้องทำใจค่ะ อะไรที่เคยคิดไว้แล้วว่าดี ตอนนี้ไม่ได้ก็ต้องบ๊ายบายไป รู้สึกเสียดายเวลาที่ทำมานะ แต่จะทำยังไงได้” ดุจดาวเล่าในวันที่เธอเริ่มตั้งหลักใหม่ได้บ้าง เคสบำบัดที่เคยทำแบบ one on one ต้องย้ายแพลตฟอร์มไปอยู่บนออนไลน์ เช่นเดียวกับคลาสเรียนในอนาคต ก็ต้องตระเตรียมการเพื่อให้เข้ากับวิถีใหม่ที่คนยังต้องรักษาระยะห่างทางกายภาพ 

“หลายงานที่ติดต่อไว้เพื่อให้ไปบรรยายในองค์กรต่าง ๆ ก็ต้องหยุดไป เรียกว่าเรามีผลกระทบโดยตรงในเรื่องงาน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็คือต้องอยู่บ้านมากขึ้น ซึ่งการต้องอยู่ร่วมกัน กินข้าวสามมื้อกับคุณแม่ตัวเองและสามี นี่เรียกว่าเอฟเฟ็กต์แล้วค่ะ”

 ในบางความสัมพันธ์ โควิด-19 อาจเป็นเกลียวที่ร้อยให้ความเหินห่างกลับเข้ามาใกล้ชิด แต่ในทางตรงกันข้าม บางความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินไป ซึ่งเกิดจากมาตรการที่ทำให้หลายคนต้องเปลี่ยนมา work from home กลับสร้างผลกระทบด้านลบอย่างไม่น่าเชื่อ และมันแสดงให้เห็นผ่านตัวเลขที่สูงขึ้นของคนที่ติดต่อเข้ารับการบำบัดของนักจิตบำบัด

“ตัวเลขของผู้เข้ารับการบำบัดจากความเครียดสูงขึ้นเท่าไรนี่ตอบไม่ได้ เพราะตัวเลขยังวิ่งและมีหลายตัวเลขมาก แต่ถ้าดูจากสถิติของคนที่ปรึกษาดาว ซึ่งเข้ามาด้วยความเครียดจากผลกระทบของโควิด-19 เพิ่มเคสให้เราประมาณสี่สิบเปอร์เซ็นต์จากเคสที่ถืออยู่ ก็ถือว่าเยอะ และมีความเครียดหลายระดับ ตั้งแต่ไม่ได้รู้ตัวว่าเครียด แค่มีบางอย่างเกิดขึ้นแล้วพบว่าจริง ๆ เครียดมากกว่าที่คิด บางคนเครียดแบบที่ถ้าไม่ได้คุยกับใครต่ออีกสักประมาณวันสองวันนี่ไม่น่าจะดีกับตัวเองและคนรอบข้าง คือมีทุกเฉด ไล่ระดับแบบไม่ไหวเลยก็มี”

 ความเครียดจากเศรษฐกิจนั้นไม่เหนือการคาดเดา แต่ปัญหาความสัมพันธ์ที่ทับซ้อนจากการ  work from home นั้นเราจำต้องขอให้เธอช่วยอธิบายให้กระจ่าง

“การที่มีคนหลายเจเนอเรชั่นอยู่ด้วยกัน เช่น รุ่นคุณย่ากับลูกน้อยจะไม่เข้าใจว่า work from home คืออะไร ถ้าอยู่บ้านก็แปลว่าอยู่บ้าน ยังไหว้วานให้ไปทำอะไรต่าง ๆ หรือลูกก็ยังชวนเล่น สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่มันสร้างความรู้สึกผิด เครียด เพราะพ่อแม่บางคนจำเป็นจะต้องปฏิเสธลูก บางทีหัวอกแม่พอปฏิเสธลูกบ่อยลูกจะรู้สึกอะไรบ้างก็ไม่รู้  หรือการที่เขาทำงานแล้วเกิดรำคาญหรือหงุดหงิดใจ ทำให้เผลอแสดงพฤติกรรมบางอย่าง สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากความทับซ้อนของบทบาทและการทำงานที่บ้านก็เป็นอีกความเครียดนึงที่สะสมกันมา

 “อีกเรื่องที่เจอบ่อย เป็นความเครียดเนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น บางคนมีความฝันที่ตั้งใจเอาไว้ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงล้มเลิก งานที่เคยคิดว่าสมัครแล้วได้แน่นอน พอสิ่งนี้เกิดขึ้นองค์กรไม่รับคนแล้ว การบำบัดด้วยวิธีออนไลน์ก็ต่างจากเดิม เราเองต้องค้นหากระบวนการ จะไปยึดติดกับทฤษฎีเดิม ๆ ไม่ได้ ปกติเวลาบำบัดเราจะไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่จะมีการวาดภาพ หรือประดิษฐ์อะไรบางอย่างเพื่อให้สิ่งที่เขาพูดไม่ออก ได้ระบายออกมาง่ายขึ้น ตอนนี้เราก็จะมีการส่งอุปกรณ์ไปที่บ้าน พอถึงเวลาเจอกัน ก็กางอุปกรณ์ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนเลย แต่ก็โอเค ต้องอยู่กับมัน”

 ไม่เสมอไปที่ทุกคนที่มีความเครียดจะมีโอกาสได้รับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งในสถานการณ์ที่หลายคนยังต้องเซฟตัวเอง ดุจดาวส่งคำแนะนำมาสำหรับคนที่เกิดความเครียดและยังต้องอยู่กับตัวเองว่า 

“กิจกรรมเดิมเช่นการออกกำลังกายหรือการทำสมาธิ ซึ่งแต่เดิมมันเป็นแค่ทางเลือก แต่ตอนนี้มันจะเป็นทางรอด ถ้าใครไม่ทำจะไม่รอด และถ้าคุณทำได้ คุณจะเซฟงาน เซฟครอบครัวไว้ได้นะ 

“ถ้าสภาพจิตใจคุณไม่ไหว หรือเค้นมากเกินไป สิ่งที่จัดการอยู่จะหลุดมือแล้วมันจะยิ่งแย่ ดังนั้นการกลับมาโฟกัสที่ร่างกายตัวเอง อย่างออกกำลังกายจะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด เพิ่มฮอร์โมนความสุข ทำให้เราเจอบาลานซ์ หรือการทำสมาธิก็ช่วยเราได้มากกว่าที่คิด มันทำให้ใจเราไปเจอจุดที่เรียกว่าความสงบ ซึ่งการทำสมาธิไม่ได้มีแต่การนั่งสมาธิแล้ว ถ้าไปท่องเล่นใน YouTube จะเห็นว่ามีหลายรูปแบบมาก ลองหาแบบที่ตัวเองรู้สึกสบายใจ 

 “และสิ่งที่จะช่วยได้มากคือการทำกิจกรรมเหมือน self reflection คือการสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจ ด้วยการเขียนไดอารี่ วาดรูปกับตัวเองแบบที่ไม่ต้องพยายามให้สวย เพื่อจะได้รับรู้ว่าข้างในตอนนี้เราเป็นยังไงบ้าง ไม่แนะนำให้ทำเป็นอดทน โควิดกระทบฉันไม่ได้ ฉันไม่เป็นอะไรเลย คำพูดแบบนี้จะค่อนข้างน่าเป็นห่วงในมุมมองของนักบำบัด การจัดการอารมณ์อันดับแรกคือเราต้องรับรู้ก่อนแล้วถึงยอมรับ เราถึงจะคลี่คลายจัดการมันได้ แต่การกดอารมณ์เอาไว้จะทำให้เกิดความเครียดสะสม และเกิดเป็นอาการทางร่างกายได้ด้วย”

แม้นักจิตบำบัดจะได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญในการรักษาความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ แต่ดุจดาวเล่าว่า หากเกิดวิกฤติที่ควบคุมไม่ได้ เธอก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนอื่น 

“เรามีรีแอ็กชั่นกันหลายแบบเวลาเจอภัยคุกคามชีวิต ตั้งแต่ข้อหนึ่ง เราพร้อมจะ flight คือพร้อมจะวิ่งหนี ไม่อยากเจอ หลบหลีก ประวิงผัดผ่อน ดาวก็มีอารมณ์คล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกันในตอนแรก เราก็เลี่ยงไปทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อตั้งหลัก  สองคือโหมด fight คือสู้ ปะทะเลย แบบนี้ก็มีอยู่บ้าง สามคือโหมด freeze บางคนช็อก ทำอะไรไม่ถูก โควิดมา ไม่รู้ ไม่คิด คืออะไร รอแป๊บนึงเดี๋ยวมันน่าจะกลับมาเหมือนเดิม สิ่งที่ดาวทำก็คือ ดูตัวเองเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็มีช่วงแวะไปพักใจด้วยการหลบหลีก ย้ายโฟกัส ระหว่างนั้นก็ค่อย ๆ สังเกตว่าปรากฏการณ์นี้คืออะไร กระทบอะไรบ้าง เราจะไปต่อกับสภาวะนี้ยังไง ลุกขึ้นมาหาข้อมูล ติดตามข่าว เพราะโควิด-19 เป็นเรื่องใหม่มาก ค่อย ๆ ทำความเข้าใจมันจนกว่าจะมีแนวทางแล้วค่อยออกสตาร์ตว่าจะทำอะไร ค่อนข้างใช้เวลา คิดใหม่ ดีไซน์ใหม่ ทบทวน”

 ท่ามกลางการสิ้นสุดและเกิดใหม่ที่วิกฤตินี้พัดพามา ดุจดาวมองว่าด้านหนึ่งนั้นคือการช่วยหยุดวิถีและพฤติกรรมบางประการที่ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัยที่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ คนให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น และหากจะมองหาด้านบวกในเหตุการณ์ที่เหมือนจะมีแต่เรื่องลบแล้วนั้น 

“ด้านเจ็บปวดก็เจ็บกันอยู่ ด้านสั่นคลอนก็สั่นคลอนจริง แต่ด้านดีก็คือมันทำให้เราเจอศักยภาพในตัวเรา มันแทบจะเป็นแบบฝึกหัดที่ช่วยทำให้เราทุกคนกำลังฝึกสิ่งที่เรียกว่ resilience หรือความอึด ฮึด แล้วก็สู้ กระทบแล้วเราจะ bounce กลับมา แล้วไปต่อได้ยังไง คือในมุมมองของสุขภาพจิตหรือจิตใจ มันเป็นโอกาสมากเลย   

“โควิด-19 สร้างประสบการณ์ร่วมให้กับทุกคนว่า นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความติดขัดในชีวิต นี่คือความยากลำบาก ฉะนั้นใช้ศักยภาพในตัวเองสู้กับมันแล้วกลับมากันเถอะ มันเป็นสนามหนึ่งที่ถ้าเราอยู่ร่วมและผ่านมันไปได้ ความแข็งแกร่งทางใจก็จะเพิ่ม แต่ถ้าสภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคม มันไม่ดีขึ้นไปด้วย ใจเราแข็งแรงอย่างเดียวแต่รอบ ๆ มันไม่ได้ไปกันทุกภาคส่วน ก็เป็นไปได้ว่าเราอาจต้องทนอยู่สนามนี้หลาย ๆ ลูปหน่อย”            ในสถานการณ์ที่ดูคล้ายจะคลี่คลาย แต่ความเป็นจริงคือหลายคนยังมองไม่เห็นภาพว่าสถานภาพเดิมจะกลับคืนมาได้แค่ไหน ดุจดาวฝากแง่คิดเอาไว้ว่า “อะไรต่าง ๆ ที่เราไปโหน ไปยึดกับมัน แล้ว ณ ตอนนี้มันคว่ำ มันพัง มีสิ่งหนึ่งที่เราเป็นเจ้าของมันได้ตลอดเวลา และมันยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ก็คือตัวกับใจของเรายังอยู่ที่นี่ เรายังเป็นเจ้าของ เราควบคุมมันได้ ถ้ามันไม่เหลืออะไรข้างนอก จัดการกับสิ่งที่อยู่ข้างใน เพราะสิ่งที่อยู่ข้างในใจของเรา ยังเหลืออีกเยอะเลยที่สามารถทำอะไรต่อได้”

Related Posts