New normal บนโต๊ะปิ้งย่างกับโลกที่ทุกคนมีเกมให้แก้

The Action 001 : The Beginning of the End
New normal บนโต๊ะปิ้งย่างกับโลกที่ทุกคนมีเกมให้แก้ – บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์

นับนิ้วได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมาตรการผ่อนปรนระยะ 2 ที่ปลดล็อกให้ร้านอาหารกลับมาเปิดกิจการได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ยังต้องเคร่งครัดตามหลัก Physical Distancing เราก็ได้เห็นภาพที่แชร์ส่งต่อกันสะพัดของร้านอาหารร้านหนึ่ง ที่มีมังกรเขียว ‘บาร์บีกอน’ นั่งเป็นเพื่อนลูกค้าอยู่บนโต๊ะปิ้งย่าง มาสคอตประจำร้าน ‘บาร์บีคิว พลาซ่า’ ที่ต้องยอมรับว่าคนรู้จักมากกว่าชื่อแบรนด์จริงๆ กันเสียอีก

เบื้องหลังของ New Normal ในร้านปิ้งย่างนี้ มีอะไรที่ต้องขบคิดมากกว่าภาพที่เห็นเป็นผลลัพธ์ เพราะทั้งหมดต้องผ่านการเรียนรู้ครั้งใหม่ หาความเป็นไปได้ และยังคงอยู่ในบททดสอบที่มีโจทย์รอให้แก้ ตราบใดที่เราทุกคนยังต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิด-19 ที่แม้มองไม่เห็นตัวตน แต่เราก็รู้ว่ามันยังอยู่

แน่นอนว่ากฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดออกมาโดยรัฐนั้น เป็นสิ่งทุกร้านต้องกุมขมับเพื่อหาทางออก เพราะไหนจะการกำหนดระยะห่างของที่นั่งที่ทำให้รองรับจำนวนลูกค้าได้น้อยกว่าเดิมมาก ไหนจะต้องมี ‘ต้นทุน’ ทางการจัดการ ไม่ว่าการออกแบบพื้นที่ใหม่ ติดตั้งอุปกรณ์ โดยที่รู้ทั้งรู้ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการอนาคตทางการเงินที่ยังหาความแน่นอนไม่ได้ ฯลฯ   

บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานบริหารหน่วยธุรกิจบาร์บีคิว พลาซ่า และงานบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด สุภาพสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ของบาร์บีคิว พลาซ่า บอกเล่าถึงภารกิจที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าไม่ง่ายเลย ทั้งการเข้าไปเป็น ‘ผู้เล่น’ ในตลาดเดลิเวอรี่ และเปลี่ยนโฉมตัวเองใหม่เพื่อรองรับลูกค้าแบบ ‘Dine in’ ในวันที่โลกใบนี้ไม่เหมือนเดิม

“เรามักจะคิดว่าถ้ามันเลวร้ายที่สุดมันจะเกิดอะไรขึ้น เห็นภาพไปเลยว่ามันจะหายนะขนาดไหน แล้วค่อย ๆ ตัดทอนความหายนะนั้นออกมา ตกตะกอนกับมัน เราว่าในวันนี้การคิดแบบมีออปชั่นหรือซีเนรีโอมันสำคัญมาก บางที just only one answer มันอาจจะไม่ใช่” บุณย์ญานุชย้อนเล่าถึงวันที่ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับเมื่อวิกฤติโควิด-19 มาถึง ตั้งแต่วันที่เริ่ม ‘ได้กลิ่น’ การระบาดที่จีน โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ได้สัญญาณอันตรายที่ส่งผลกระทบจากวิกฤติ PM 2.5 ที่ทำให้ผู้คนออกจากบ้านน้อยลง และมีการปรับตัวภายในองค์กรกันมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ที่การกระโจนเข้าสู่ตลาดเดลิเวอรี่ก็เป็นกลยุทธ์หนึ่ง กระทั่งถึงวันที่เจอเข้ากับ ‘ของจริง’ ที่เมืองต้องถูกล็อกดาวน์”

“ในธุรกิจร้านอาหารเราเป็นพี่ใหญ่มากเพราะอายุประมาณสามสิบสามปี แต่เบบี๋มากในเดลิเวอรี่เพราะเพิ่งเกิดไม่กี่เดือน และเป็นเด็กน้อยที่เกิดในช่วงโควิด เขาคงได้รับซึมซาบถึงการต่อสู้ของพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงเขาในช่วงโควิด”

28 มีนาคม บาร์บีกอนมอบรอยยิ้มผ่านสังคมโซเชียลด้วยการออกไปส่งเมนู DIY ถึงประตูบ้านลูกค้า จากเดิมที่คิดว่าเมนูนี้จะเข้าไปอยู่ในโฮมปาร์ตี้ช่วงวันหยุดสงกรานต์เดือนเมษายน กลายเป็นว่าทั้งหมดทำหน้าที่เป็นมื้ออาหารให้คนกินอิ่มท้อง และดูแลพนักงานให้อยู่รอด ในช่วงที่คนทั้งประเทศพากันหยุดเชื้อเพื่อชาติ 

“หลังจากที่เรารู้ว่าเราต้องปิดธุรกิจ ร้านยัง dine in ไม่ได้ เราแบ่งออกเป็นสองกลยุทธ์ หนึ่งคือตั้งเป้าว่าพนักงานเราต้องไม่ติดโควิด และพนักงานเราทุกคนต้องไม่อด สองคือ ธุรกิจเราต้องรอด” 

งานหลังบ้านนอกจากจะมีการตรวจสุขภาพพนักงานทุกคนในทุกวัน และจัดส่งวัตถุดิบลง ‘ถุงอิ่มใจ’ ให้กับพนักงานภายในร้านจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ทำงานเนื่องจากมีหลายสาขาต้องปิดตัวชั่วคราว ทีมงานในทุกแผนกยังคงทำงานกันสุดหัวใจ เพื่อที่ทุกคนจะเป็น ‘ผู้รอดตาย’ ในวันที่ธุรกิจได้กลับมาเดินต่อ

“ช่วงโควิด-19 เราแทบจะเปลี่ยนวิธีทำงานใหม่เลย เอาระบบของการ scrum (รูปแบบที่ให้สมาชิกทำงานร่วมกัน แบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน และมีการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ) มาใช้ในองค์กรแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราประชุมกันทุกวัน ใช้วาระนี้รีออร์แกไนซ์บริษัทจริง ๆ จากที่เคยพยายามทำมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งสนุกมาก การทำงานแบบนี้ทำให้มัน unite มากขึ้น เป็นมิติใหม่ของการทำงานที่ว่าบริษัทเรา alert อยู่แล้ว ตอนนี้เหมือนถูกฉีดยาเร่งโตไปอีก”

นั่นเป็นโอกาสที่บุณย์ญานุชตักตวงในวันที่หลายคนต้อง work from home  เพื่อสร้างทีมงานที่มองเห็นเป้าหมายร่วมกัน ในขณะที่ ‘หลังบ้าน’ กำลังช่วยกันสร้างกำแพงที่แข็งแกร่ง ‘หน้าบ้าน’ ซึ่งในที่นี้หมายถึงร้านสาขาของบาร์บีคิว พลาซ่า ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประตูบานใหม่ 

“เราไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลออกกฎมาทั้งหมด บางทีมันไม่ได้ช่วยหรือเอื้อสำหรับผู้ประกอบการร้านรายกลางอย่างพวกเราหรือแม้แต่รายย่อย เนื่องจากการกินอาหารร้านเราเป็นร้านอาหารแบบ together คิดง่าย ๆ ว่าร้านบาร์บีคิว พลาซ่า เคยมีหนึ่งเตาหนึ่งโต๊ะอยู่ แล้วเราต้องเปลี่ยนเป็นแบบหนึ่งโต๊ะสองเตา มันมีการลงทุนที่ต้องเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายทุกบรรทัดเพิ่มขึ้น แต่เรามีรายได้น้อยกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเป็นแบบนี้ในระยะยาว คนทำธุรกิจจะลำบาก”

บุณย์ญานุชสะท้อนมุมมอง

แต่ในเมื่อมีกฎให้ต้องปฏิบัติ บาร์บีคิว พลาซ่า ก็ปรับโฉมใหม่อย่างไม่ทิ้งลายความสนุก กับการนั่งกินคนเดียวโดยมี ‘พี่ก้อน’ นั่งเป็นเพื่อน ซึ่งเป็นกิมมิกที่ส่งมาเซอร์ไพรส์ลูกค้าตั้งแต่วันแรกที่กลับมาเปิดร้านได้อีกครั้งเมื่อ 17 พฤษภาคม

“เรามีโปรโตคอลที่เรียกว่า ‘Gon Standard’ ซึ่งถูกดีไซน์ตั้งแต่ลูกค้าเข้ามาในร้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั้งในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน การรักษาความสะอาด รวมถึงการส่งมอบแบบใหม่ให้ลูกค้า แต่ต้องขออนุญาตลูกค้าให้เป็นไปตามกฎที่รัฐบาลให้มาคือเราใช้การเว้นระยะหนึ่งเมตร และหนึ่งคนหนึ่งเตาหนึ่งโต๊ะ ปรับเป็นชุดอาหารที่ทำให้ลูกค้ายังเอนจอยกับการกินคนเดียวได้”

การกลับมาหลังปลดล็อกที่ยังคงรักษาความขี้เล่นแบบเดิมเอาไว้ เรียกได้ว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ได้รับการพูดถึงอยู่ไม่น้อย บุณย์ญานุชเล่าว่า เมื่อพูดถึงการเริ่มต้นใหม่แล้ว เธอได้ยินเสียงเพลง ‘Begin Again’ แว่วอยู่ในหัวตลอดเวลา 

“ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่เสมอ ไม่มีอะไรเป็นจุดจบของชีวิตหรอก มันก็แค่จบสิ่งหนึ่งแล้วไปเริ่มต้นใหม่ วันที่เราถูกปิดตัวไป เราบอกว่าทุกคนในทีมว่า จงคิดไว้เลยว่าต่อไปนี้บาร์บีคิว พลาซ่า ไม่มีสาขาอีกต่อไป ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณคิดว่าคุณมีอู่ข้าวอู่น้ำอยู่ คุณก็จะอยู่ในกรอบของอะไรสักอย่างเสมอ การที่พูดสิ่งนั้นออกมาทำให้เกิดมายด์เซ็ตใหม่ ๆ พอมายด์เซ็ตมันเปลี่ยน ความคิดในการทำบางอย่างมันเปลี่ยน แล้วพฤติกรรมบางอย่างมันก็เปลี่ยน เราไม่จำเป็นต้องมีก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ หรือก้าวไกลเหมือนใคร แต่อย่างน้อย แค่คุณกล้าก้าวออกมา คุณก็จะไม่ได้ยืนที่จุดเดิม”

และนอกเหนือไปจากเรื่องธุรกิจ การมาเยือนของโควิด-19 ก็มอบบทเรียนให้เธออยู่ไม่น้อย

“คนบอกว่าโควิดมันเลวร้าย ก็เลวร้ายแหละ แต่มันก็มีเรื่องดี ๆ โควิดมันสอนอะไรเราหลาย ๆ อย่าง ความที่เรามีความเป็น underdog spirit มาก เราคิดว่าตัวเราเองไม่เคยเก่งพอ ไม่เคยดีพอ ไม่เคยดีที่สุด วิกฤตินี้มันทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น ทำไมเรื่องนี้เราโง่แบบนี้ เรื่องนี้ทำไมเราคิดได้ช้าขนาดนี้  แต่เราก็สนุกกับการที่รู้ว่าเราโง่เรื่องนี้ สนุกกับการที่เห็นตัวเราเก่งขึ้น ขณะเดียวกันไอ้เรื่องที่เราเก่งอยู่แล้ว เราก็ยังพยายามจะมองหาการเรียนรู้จากรอบข้างเสมอ เราว่าต่อให้คุณเป็นผู้บริหารที่คนภายนอกจะบอกว่าคุณดีแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่ถ้าเรากระหายที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา มันก็จะเป็นบันไดวนขึ้นไปข้างบนให้เราเดินต่อเสมอ”

โจทย์ที่ถูกหยิบยื่นมาให้ในช่วงเวลาแสนลำบาก หากมองเห็นเป็นอุปสรรค โจทย์นั้นก็จะเป็นขวากหนาม แต่หากมองให้เป็นบทเรียน โจทย์นั้นก็จะมีคะแนนที่ส่งให้คุณเลื่อนชั้นเมื่อค้นหนทางแก้โจทย์นั้นได้ เพื่อที่จะเรียนรู้โจทย์ใหม่ ๆ ในวันข้างหน้า ที่เชื่อว่ายังคงมี ‘เกม’ ให้ต้อง ‘แก้’ อยู่ไม่สิ้นสุด

Related Posts