ภาวะวิกฤติกับชุมชนคนจนเมือง

The Action 001 : The Beginning of the End
ภาวะวิกฤติกับชุมชนคนจนเมืองรศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เดิน…เดิน…และเดิน! 

กว่า 2 เดือนมาแล้ว ที่อาจารย์ชัชชาติ ‘ลงเดิน’ เข้าออกตามชุมชนต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร  พร้อมกับนำข้าวของเครื่องใช้ ไปให้กับผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากจากภาวะวิกฤติโควิด-19 

นอกจากจะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาที่ได้ลงเดิน อาจารย์ชัชชาติยังได้พูดคุยและสัมผัสถึงความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับ ‘โรคระบาด’ หรือแม้แต่ ‘โรคไม่มีสักบาท’ ของชาวบ้าน

หลายสิ่งหลายอย่างเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน หรือจะเรียกว่าเป็น ‘ความเปราะบาง’ ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชุมชนคนจนเมืองของกรุงเทพมหานครมาแต่ไหนแต่ไร

โควิด-19 ทำให้เราเห็นจุดอ่อนของเมือง เช่น ความเหลื่อมล้ำ ชุมชนที่เปราะบาง คนไร้บ้าน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีมาก่อนโควิด-19 จะเกิด แต่วิกฤตินี้มันมาเขย่า ทำให้ตะกอนที่เคยนอนก้นเกิดฟุ้งขึ้นมา ทีนี้ถามว่า เมื่อตะกอนปัญหาเหล่านี้ฟุ้งขึ้นมา เราจะช้อนมันทิ้ง หรือว่าจะรอให้ตะกอนตกลงไปเหมือนเดิม” 

อาจารย์ชัชชาติเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม ก่อนจะขยายต่อให้ฟังว่า สิ่งที่ได้จากการเดินลงพื้นที่ ทำให้เขาได้เห็น ‘ภาพรวมของปัญหา’ สมมติหากเปรียบพื้นที่กรุงเทพเป็นเหมือนเส้นเลือด สิ่งที่เรียกว่าเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่’ นั่นคือ การมีรถไฟฟ้ากว่า 10 สาย มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ติดอันดับโลก ซึ่งเส้นเลือดใหญ่เหล่านี้ ทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพ แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่เรียกว่าเป็น ‘เส้นเลือดฝอย’ หรือชุมชนแออัดที่แฝงตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของเมือง กลับกลายเป็นภาพตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เรียกว่าเป็นเส้นคู่ขนานที่ไม่สามารถเทียบเคียงกับเส้นเลือดใหญ่ได้เลย

“ชุมชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีอยู่ประมาณ 1,500 แห่ง หรือราว 1,200,000 คน กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของเมือง ซึ่งพอโควิด-19 มา พวกนี้จะเป็นด่านหน้าที่โดนก่อน และตายก่อน เพราะส่วนใหญ่พวกเขาเป็นผู้มีรายได้น้อย เมื่อไรที่เกิดการหยุดจ้างงาน กลุ่มนี้จะมีปัญหาทันที”

“ทีนี้พอลงพื้นที่ไปก็ทำให้เราได้เห็นปัญหาอีกว่า การช่วยเหลือไปไม่ถึงคนที่ลำบากจริง ๆ ยกตัวอย่างที่ดอนเมือง ถ้ายังจำกันได้ ที่มีภาพข่าวคนมาเข้าคิวรับบริจาคของกันมากมาย ซึ่งคนที่มา ถามว่าลำบากไหม ก็ลำบาก แต่ว่ายังลำบากไม่มาก เพราะถ้าเราสามารถเดินมา หรือขี่มอเตอร์ไซค์มารับของได้ แสดงว่ายังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อยู่”

 “แต่สิ่งที่เราลงไปในชุมชนหลายแห่ง เราไปเจอผู้ป่วยติดเตียง หรือคนที่ลำบากจริง ๆ ที่ไม่สามารถออกมารับของได้ ผมว่าจุดนี้ที่เป็นปัญหา คนไทยมีน้ำใจเยอะ แต่เราแมตช์คนให้กับคนรับไม่ตรงกัน ยกตัวอย่าง เราเอาของไปมอบให้กับศูนย์กลางบริจาค โอเค เราแฮปปี้แล้วที่ได้ให้ แต่สุดท้ายของไปถึงมือคนลำบากจริง ๆ หรือเปล่า ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ”

ด้วยเหตุผลนี้ อาจารย์ชัชชาติจึงริเริ่มโครงการส่วนตัวในชื่อ ‘บ้านใกล้เรือนเคียง’ มีภารกิจหลัก ๆ คือ ลงพื้นที่ช่วยเหลือไปตามชุมชน โดยเน้นมอบสิ่งของให้ถึงมือคนยากไร้จริง ๆ ซึ่งเจ้าตัวยังเสริมอีกว่า หากมีการเก็บข้อมูลให้เป็นรูปธรรมชัดเจนกว่านี้ การช่วยเหลือผู้คนในยามวิกฤติจะมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ผมว่าประเทศที่แก้ปัญหาเรื่องโควิด-19 ได้ดี เช่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน พวกนี้เขามีข้อมูลในแบบเส้นเลือดฝอยที่ดีมาก ทำให้เกิดการช่วยเหลือที่ไปทั่ว และรวดเร็ว ถ้าเรามีข้อมูลที่พร้อมในระดับเส้นเลือดฝอยเหมือนกัน สมมติเราจะเยียวยาคนด้วยเงิน 5,000 บาท ผมว่ามันจะสามารถทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้แน่นอน”

ถามว่าอะไรคือจุดจบในวิกฤติโควิด-19 อาจารย์ชัชชาติบอกว่า คือวิธีคิดแบบเดิม ๆ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมมาพร้อมกับพฤติกรรมแบบใหม่ที่เชื่อว่าจะทำให้วิถีชีวิตดีขึ้น 

“ผมมองว่า หลังโควิด-19 ผู้คนจะหันมาใส่ใจสี่เรื่อง คือหนึ่ง เรื่องสุขภาพ คนจะหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น สอง เรื่องความประหยัด จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สาม เรื่องการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น และสี่ เราจะเห็นความเปราะบางและความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันแก้ไข”

ถามอาจารย์ชัชชาติต่อว่า ถ้าสามารถ ‘สั่งการ’ ได้ การปฏิบัติการใดที่อยากลงมือทำเลยในเวลานี้ เขายังเน้นย้ำที่เรื่องเดิม คือปรับปรุงและพัฒนา ‘เส้นเลือดฝอย’ ให้มีความแข็งแรงกว่านี้

“เราอาจจะต้องมาดูแลเส้นเลือดฝอยอย่างจริงจังขึ้น เช่น แทนที่จะทำโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เราทำศูนย์สาธารณสุขชุมชน ที่กระจายลงเส้นเลือดฝอยดีไหม มันอาจจะไม่ใช่โครงการที่เซ็กซี่เหมือนทำโครงการในเส้นเลือดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟฟ้า ที่มีหลักหมื่นล้าน แสนล้าน แต่ว่ามันคือด่านหน้า คือต้นเหตุของปัญหาทั้งหลาย”

“ผมอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่น หลายคนพูดว่าบุคลากรสาธารณสุขถือเป็นด่านหน้า ผมว่าไม่ใช่ สาธารณสุขเป็นกลุ่มที่มีค่า เขาต้องเป็นด่านสุดท้าย ด่านหน้าคือชุมชนเหล่านี้แหละ ถ้าเราสกัดโควิด-19 ไม่ให้ทะลุเข้าไปถึงด่านหน้า มันจะช่วยลดจำนวนคนติดเชื้อโรค ลดภาระให้กับสาธารณสุข หัวใจของเราคือ ต้องลงไปช่วยที่เส้นเลือดฝอยให้มีความเข้มแข็งขึ้น”

ไม่ใช่ครั้งแรก และแน่นอนว่า คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอีกเช่นกัน สำหรับวิกฤติที่วนเวียนเข้ามาให้มนุษย์ได้อกสั่นขวัญแขวน แต่ในมุมมองของอาจารย์ชัชชาติแล้ว วิกฤติก็คือความปกติที่ชีวิตต้องเจอ

“ผมว่าหัวใจสำคัญในการแก้วิกฤติคือ ต้องเผชิญหน้ากับความจริง ที่สำคัญคือต้องเตรียมตัวให้พร้อม อย่างวิกฤติครั้งนี้ ถ้าเราทำดาต้าเบสให้ดี ๆ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นครั้งหน้า เราจะรับมือได้ดีขึ้นกว่านี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเราไม่ละเลยในการพิจารณาจุดอ่อนของเรา แล้วปรับปรุงมันได้อย่างเข้มแข็ง วิกฤติคราวหน้ามา เราจะดีขึ้นอย่างแน่นอน”

ในวิกฤติมีโอกาสซ่อนอยู่, ถึงตรงนี้ โอกาสในการช้อนปัญหาที่ฟุ้งขึ้นมาให้หมดไป ขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจของทุกคน..

Related Posts